คำถามที่พบบ่อย
แนะนำทุกขั้นตอนการใช้งาน พร้อมคำตอบที่คุณสงสัย
ไม่ว่าจะเป็นการสมัครสมาชิก ดาวน์โหลดแอป วิธีใช้งาน หรือฟีเจอร์ต่าง ๆ รวมไว้ที่นี่ให้คุณเข้าใจง่ายในไม่กี่นาที
เป็นแอปพลิเคชันที่ให้บริการ สำหรับผู้ถือกรมธรรม์ของ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยสามารถทำธุรกรรมเกี่ยวกับกรมธรรม์ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยผู้ใช้บริการที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียนจะไม่สามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันได้ในบางเมนู คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ การชำระเบี้ยประกันภัย การรับเงินคืนระหว่างสัญญาผ่านบัญชีธนาคาร และการเคลมค่าชดเชยรายได้ เนื่องจากยังเป็นผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน
ตอบโจทย์ ครบ ง่าย สำหรับลูกค้าคนสำคัญ
ข้อมูลกรมธรรม์
- ภาพรวมความคุ้มครองทุกกรมธรรม์ที่มีผลบังคับ
- ข้อมูลกรมธรรม์ ผลประโยชน์ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
- เปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์
- สถานะพิจารณารับประกัน
- กรมธรรม์คนในครอบครัว
บริการด้านกรมธรรม์
- ผูกบัญชีรับเงิน
- รับเงินคืนระหว่างสัญญา
- เคลม
- ชำระเบี้ยฯ
- ดาวน์โหลดหนังสือรับรองการชำระเบี้ยฯ
- ดาวน์โหลดคู่มือผู้เอาประกันภัย
การสมัคร/ลงทะเบียน
- สมัครหักชำระเบี้ยฯ อัตโนมัติ
- ลงทะเบียนรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์
- แจ้งใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
- ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์
อื่นๆ
- ค้นหาโรงพยาบาลคู่สัญญา
- ปรึกษาแพทย์ออนไลน์
- ตัวแทนประกันชีวิต
- ติดต่อสอบถาม
กรณีออกจากระบบไปแล้วและเข้ามาใหม่
1) กดที่ไอคอนแอปพลิเคชัน ThaiLifeInsurance ระบบจะเข้าสู่หน้าจอ Lobby เลือกกดปุ่มเข้าสู่ระบบ
2) กรอกเลขบัตรประชาชน
3) กรอกเลขรหัส OTP (ระบบจะส่งไปยังเบอร์มือถือที่เคยให้ไว้กับบริษัทฯ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเบอร์มือถือ สามารถทำการอัปเดตเบอร์มือถือใหม่ ด้วยการยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้เอาประกันภัยผ่านการทำ e-KYC)
4) เริ่มต้นใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตได้ทันที
กรณียังไม่ออกจากระบบ
1) กดที่ไอคอนแอปพลิเคชัน ThaiLifeInsurance
2) ระบบจะแสดงหน้าจอ Biometric Scan (กรณีเลือกเปิดใช้งานไว้ กรณีไม่เปิด Biometric Scan ระบบจะแสดงหน้าจอให้กรอกรหัส PIN ตามที่เคยตั้งไว้)
3) ระบบพาเข้าไปที่ “หน้าหลัก” เพื่อเริ่มต้นใช้งาน
รองรับการเข้าใช้งานผ่านเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน สูงสุด 2 เครื่องต่อ 1 บัญชี (สามารถลือกลบอุปกรณ์เดิมที่เคยเชื่อมต่อไว้)
ดาวน์โหลดติดตั้งแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต ลงยังเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ และเข้าสู่ระบบ จากนั้นกรอกเลขบัตรประชาชน > กรอกเลขรหัส OTP (ระบบจะส่งไปยังเบอร์มือถือที่เคยให้ไว้กับบริษัทฯ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเบอร์มือถือ สามารถทำการอัปเดตเบอร์มือถือใหม่ ด้วยการยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้เอาประกันภัยผ่านการทำ e-KYC) สามารถเริ่มต้นใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตได้ทันที
สามารถเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ได้ 2 กรณี ดังนี้
กรณียังไม่เข้าสู่ระบบ (ยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้เอาประกันภัยผ่านการทำ e-KYC)
1) กรอกเลขบัตรประชาชน
2) ระบบพาไปหน้ากรอกเลขรหัส OTP กดที่ กรุณาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์
3) กดปุ่มถัดไป
4) ระบุเบอร์โทรศัพท์ใหม่ และรับ OTP เพื่อยืนยันความถูกต้องของเบอร์โทรศัพท์
5) ถ่ายภาพหน้า-หลังบัตรประชาชน และยืนยันข้อมูล
6) ถ่ายรูปใบหน้า กดปุ่มยืนยัน เพื่อตรวจสอบตัวตน
7) ยืนยันเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้สำหรับการติดต่อบันทึกลงกรมธรรม์ทั้งหมด
8) ยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มเบอร์/เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์สำเร็จ กดปุ่มเข้าสู่ระบบ
กรณีเข้าสู่ระบบแล้ว
1) กดที่เมนูเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์
2) กรอกเบอร์โทรศัพท์ กดปุ่มบันทึก
3) กรอก OTP (ระบบส่ง OTP ไปยังเบอร์ที่ได้กรอกไว้)
4) ระบบจะบันทึกข้อมูลสำเร็จ เบอร์โทรศัพท์อัปเดตเรียบร้อย
หมายเหตุ เพื่อความปลอดภัยในข้อมูลด้านกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัย หมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้งานในการเข้าสู่ระบบจะใช้งานได้เพียง 1 หมายเลขเท่านั้น
เข้าเมนู “ตั้งค่า” เลือกเปลี่ยนรหัส PIN ระบุข้อมูลเดิมและยืนยันข้อมูลใหม่
ผู้เอาประกันภัยสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวได้ด้วยตัวเอง โดยเลือกที่ไอคอนดินสอ (มุมบนด้านซ้าย) หรือ เลือกเข้าเมนู “กรมธรรม์ของฉัน” โดยข้อมูลส่วนตัวที่สามารถแก้ไขได้ คือ การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ที่อยู่ในการจัดส่งเอกสาร รายได้ต่อเดือน กิจกรรมที่ชื่นชอบ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับร่างกาย คือ น้ำหนักและส่วนสูง
แนะนำแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต
เป็นแอปพลิเคชันที่ให้บริการ สำหรับผู้ถือกรมธรรม์ของ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยสามารถทำธุรกรรมเกี่ยวกับกรมธรรม์ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยผู้ใช้บริการที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียนจะไม่สามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันได้ในบางเมนู คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ การชำระเบี้ยประกันภัย การรับเงินคืนระหว่างสัญญาผ่านบัญชีธนาคาร และการเคลมค่าชดเชยรายได้ เนื่องจากยังเป็นผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน
ตอบโจทย์ ครบ ง่าย สำหรับลูกค้าคนสำคัญ
ข้อมูลกรมธรรม์
- ภาพรวมความคุ้มครองทุกกรมธรรม์ที่มีผลบังคับ
- ข้อมูลกรมธรรม์ ผลประโยชน์ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
- เปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์
- สถานะพิจารณารับประกัน
- กรมธรรม์คนในครอบครัว
บริการด้านกรมธรรม์
- ผูกบัญชีรับเงิน
- รับเงินคืนระหว่างสัญญา
- เคลม
- ชำระเบี้ยฯ
- ดาวน์โหลดหนังสือรับรองการชำระเบี้ยฯ
- ดาวน์โหลดคู่มือผู้เอาประกันภัย
การสมัคร/ลงทะเบียน
- สมัครหักชำระเบี้ยฯ อัตโนมัติ
- ลงทะเบียนรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์
- แจ้งใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
- ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์
อื่นๆ
- ค้นหาโรงพยาบาลคู่สัญญา
- ปรึกษาแพทย์ออนไลน์
- ตัวแทนประกันชีวิต
- ติดต่อสอบถาม
กรณีออกจากระบบไปแล้วและเข้ามาใหม่
1) กดที่ไอคอนแอปพลิเคชัน ThaiLifeInsurance ระบบจะเข้าสู่หน้าจอ Lobby เลือกกดปุ่มเข้าสู่ระบบ
2) กรอกเลขบัตรประชาชน
3) กรอกเลขรหัส OTP (ระบบจะส่งไปยังเบอร์มือถือที่เคยให้ไว้กับบริษัทฯ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเบอร์มือถือ สามารถทำการอัปเดตเบอร์มือถือใหม่ ด้วยการยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้เอาประกันภัยผ่านการทำ e-KYC)
4) เริ่มต้นใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตได้ทันที
กรณียังไม่ออกจากระบบ
1) กดที่ไอคอนแอปพลิเคชัน ThaiLifeInsurance
2) ระบบจะแสดงหน้าจอ Biometric Scan (กรณีเลือกเปิดใช้งานไว้ กรณีไม่เปิด Biometric Scan ระบบจะแสดงหน้าจอให้กรอกรหัส PIN ตามที่เคยตั้งไว้)
3) ระบบพาเข้าไปที่ “หน้าหลัก” เพื่อเริ่มต้นใช้งาน
รองรับการเข้าใช้งานผ่านเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน สูงสุด 2 เครื่องต่อ 1 บัญชี (สามารถลือกลบอุปกรณ์เดิมที่เคยเชื่อมต่อไว้)
ดาวน์โหลดติดตั้งแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต ลงยังเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ และเข้าสู่ระบบ จากนั้นกรอกเลขบัตรประชาชน > กรอกเลขรหัส OTP (ระบบจะส่งไปยังเบอร์มือถือที่เคยให้ไว้กับบริษัทฯ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเบอร์มือถือ สามารถทำการอัปเดตเบอร์มือถือใหม่ ด้วยการยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้เอาประกันภัยผ่านการทำ e-KYC) สามารถเริ่มต้นใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตได้ทันที
สามารถเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ได้ 2 กรณี ดังนี้
กรณียังไม่เข้าสู่ระบบ (ยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้เอาประกันภัยผ่านการทำ e-KYC)
1) กรอกเลขบัตรประชาชน
2) ระบบพาไปหน้ากรอกเลขรหัส OTP กดที่ กรุณาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์
3) กดปุ่มถัดไป
4) ระบุเบอร์โทรศัพท์ใหม่ และรับ OTP เพื่อยืนยันความถูกต้องของเบอร์โทรศัพท์
5) ถ่ายภาพหน้า-หลังบัตรประชาชน และยืนยันข้อมูล
6) ถ่ายรูปใบหน้า กดปุ่มยืนยัน เพื่อตรวจสอบตัวตน
7) ยืนยันเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้สำหรับการติดต่อบันทึกลงกรมธรรม์ทั้งหมด
8) ยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มเบอร์/เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์สำเร็จ กดปุ่มเข้าสู่ระบบ
กรณีเข้าสู่ระบบแล้ว
1) กดที่เมนูเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์
2) กรอกเบอร์โทรศัพท์ กดปุ่มบันทึก
3) กรอก OTP (ระบบส่ง OTP ไปยังเบอร์ที่ได้กรอกไว้)
4) ระบบจะบันทึกข้อมูลสำเร็จ เบอร์โทรศัพท์อัปเดตเรียบร้อย
หมายเหตุ เพื่อความปลอดภัยในข้อมูลด้านกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัย หมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้งานในการเข้าสู่ระบบจะใช้งานได้เพียง 1 หมายเลขเท่านั้น
เข้าเมนู “ตั้งค่า” เลือกเปลี่ยนรหัส PIN ระบุข้อมูลเดิมและยืนยันข้อมูลใหม่
ผู้เอาประกันภัยสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวได้ด้วยตัวเอง โดยเลือกที่ไอคอนดินสอ (มุมบนด้านซ้าย) หรือ เลือกเข้าเมนู “กรมธรรม์ของฉัน” โดยข้อมูลส่วนตัวที่สามารถแก้ไขได้ คือ การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ที่อยู่ในการจัดส่งเอกสาร รายได้ต่อเดือน กิจกรรมที่ชื่นชอบ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับร่างกาย คือ น้ำหนักและส่วนสูง
จากหน้าหลัก เลือกเข้าเมนู “แจ้งใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” โดยสามารถเลือกยื่นความประสงค์ทุกกรมธรรม์ หรือบางกรมธรรม์ ได้
ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องการขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพ ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้กับบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทฯ นำส่งและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยต่อกรมสรรพากร ตามรอบปีภาษี
เข้าเมนู “แจ้งใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ หรือเลือกทุกกรมธรรม์ > กดปุ่มยืนยัน
เข้าเมนู “ดาวน์โหลดหนังสือรับรองการชำระเบี้ยฯ” > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการขอหนังสือรับรองฯ ระบบจะแสดงรูปแบบไฟล์ PDF สามารถบันทึกหน้าจอ หรือเลือกส่งผ่านช่องทางที่รองรับจากอุปกรณ์ที่ผู้เอาประกันภัยใช้งานอยู่
การแจ้งใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
จากหน้าหลัก เลือกเข้าเมนู “แจ้งใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” โดยสามารถเลือกยื่นความประสงค์ทุกกรมธรรม์ หรือบางกรมธรรม์ ได้
ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องการขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพ ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้กับบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทฯ นำส่งและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยต่อกรมสรรพากร ตามรอบปีภาษี
เข้าเมนู “แจ้งใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ หรือเลือกทุกกรมธรรม์ > กดปุ่มยืนยัน
เข้าเมนู “ดาวน์โหลดหนังสือรับรองการชำระเบี้ยฯ” > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการขอหนังสือรับรองฯ ระบบจะแสดงรูปแบบไฟล์ PDF สามารถบันทึกหน้าจอ หรือเลือกส่งผ่านช่องทางที่รองรับจากอุปกรณ์ที่ผู้เอาประกันภัยใช้งานอยู่
เลือกดูได้ผ่าน 2 เมนู ดังนี้
1) เข้าเมนูหน้าหลัก > เลือกไอคอนชำระเบี้ยฯ > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการ ระบบจะแสดงรายการ ดังนี้
- รายการเบี้ยฯ ที่ครบกำหนดชำระ แสดงล่วงหน้า 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดชำระ จนถึงหลังวันครบกำหนด 90 วัน (สามารถชำระผ่านแอปพลิเคชันได้)
- รายการเบี้ยฯ ที่เกินกำหนดชำระ 90 วัน หรือสามารถชำระผ่านแอปพลิเคชันได้ (เนื่องจากสถานะกรมธรรม์อาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อสำนักงานใหญ่ ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ หรือตัวแทนที่ดูแล)
2) เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการ > เลือกเมนูเบี้ยฯ ที่ต้องชำระ / ประวัติการชำระเบี้ยฯ
ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินตามเงื่อนไขของแบบประกันดังนี้
- QR Code (ผ่าน Mobile Banking Application)
- Barcode (ผ่านเคาน์เตอร์ / จุดรับชำระเงิน)
- บัตรเครดิต (รองรับบัตรเครดิต VISA หรือ MASTER CARD หรือ JCB)
- อาจเกิดจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่าช้า กรุณาตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้วทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ยังไม่อยู่ในช่วงระยะเวลาให้สามารถชำระเบี้ยฯ ได้ (แสดงล่วงหน้า 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดชำระ จนถึงหลังวันครบกำหนด 90 วัน)
- กรมธรรม์เลยกำหนดวันผ่อนผันการชำระเบี้ยฯ หรือ สถานะกรมธรรม์อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น สถานะกู้ชำระเบี้ยอัตโนมัติ (APL) สถานะปิดบัญชีขยายเวลาอัตโนมัติ ฯลฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ตัวแทนประกันชีวิตที่ดูแลกรมธรรม์ สำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
- กรณีแบบประกันไม่รองรับการชำระเงินผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน เช่น กรมธรรม์ประเภทอุตสาหกรรม (รายเดือน) กรมธรรม์ประเภทชำระเบี้ยฯ ครั้งเดียว โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ตัวแทนประกันชีวิตที่ดูแลกรมธรรม์ สำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
- กรณีแจ้งความประสงค์ชำระเบี้ยฯ ผ่านการหักบัตรเครดิต / หักบัญชีธนาคาร โดยอัตโนมัติไว้
- กรมธรรม์อยู่ระหว่างการขออนุมัติปิดบัญชี หรือขออนุมัติเวนคืน
แคปภาพหน้าจอ หรือกดปุ่มบันทึก เพื่อนำภาพ QR Code ไปชำระเงินผ่าน Mobile Banking Application ที่รองรับการให้บริการ
แสดง หรือแคป หรือกดปุ่มบันทึก เพื่อนำภาพ Barcode ไปชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ /จุดรับชำระเงิน ที่รองรับการให้บริการ ได้แก่
- เคาน์เตอร์เซอร์วิส (วงเงินไม่เกิน 49,000 บาท)
- ที่ทำการไปรษณีย์ (วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท)
- จุดรับชำระเงินบิ๊กซี (วงเงินไม่เกิน 49,000 บาท)
- อาจเกิดจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่าช้า กรุณาตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้วทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ระบบการทำงานของเซิฟเวอร์อาจเกิดขัดข้องทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนั้น กรุณาเลือกช่องทางการชำระเงินอื่น หรือรอสักครู่แล้วกลับเข้ามาทำรายการใหม่อีกครั้ง
1) ระบุอีเมล เพื่อรับรายละเอียดการทำรายการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
(กรณียังไม่ระบุอีเมล ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินวิธีการอื่นได้ เช่น QR Code/ Barcode)
2) กรอกรายละเอียดข้อมูลบัตรเครดิต
3) กรอกรหัส OTP ที่ได้รับจากธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต เพื่อทำรายการชำระเงิน
4) สามารถตรวจสอบข้อมูลการชำระเงินได้ที่ หน้าประวัติการชำระเบี้ยฯ ไม่เกิน 3 วันทำการ และใบเสร็จรับเงินจะส่งไปตามที่อยู่ที่ผู้เอาประกันภัยระบุไว้ภายใน 7-10 วันทำการ
ระบบจะแสดงข้อความตามกรณีต่างๆ ดังนี้
- ระบบแสดงข้อความ “แบบประกันนี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขการชำระด้วยบัตรเครดิต” หมายความว่า แบบประกันดังกล่าวไม่อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้
- ระบบแสดงข้อความ “ไม่สามารถใช้บริการได้ในขณะนี้ กรุณาเลือกวิธีการชำระอื่น หรือลองใหม่อีกครั้งในภายหลัง” หมายความว่า ระบบอาจเกิดการขัดข้องทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกช่องทางอื่น หรือรอเข้ามาใช้งานใหม่อีกครั้งภายหลัง
อาจเกิดปัญหาการเชื่อมต่อกับ Payment Gateway ของธนาคารกสิกรไทย สามารถกดปุ่มตกลง หรือกดปุ่ม X แล้วกดทำรายการใหม่อีกครั้ง
ให้ผู้เอาประกันภัยติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต หรือกดปุ่ม X แล้วกดทำรายการใหม่อีกครั้ง
จากหน้าแจ้งการรับชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สามารถกดที่ปุ่ม บันทึก เพื่อบันทึกรูปภาพได้เอง กรณีออกจากหน้าจอไปแล้วจะไม่สามารถย้อนกลับมาบันทึกรูปได้อีก แต่สามารถตรวจสอบประวัติการชำระเงินได้ที่ หน้ารายละเอียดกรมธรรม์ เลือก เมนู “เบี้ยฯ ที่ต้องชำระ/ ประวัติการชำระเบี้ยฯ” กด Tab ประวัติการชำระเบี้ยฯ
- ระบบแสดงข้อความ “ขออภัย ทำรายการไม่สำเร็จ กรุณาลองใหม่อีกครั้ง” อาจเกิดปัญหาขัดข้องกับระบบ สามารถกดปุ่ม ตกลง แล้วกดทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ระบบแสดงข้อความ “ขออภัย ทำรายการไม่สำเร็จ กรุณาติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร” อาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่ใช้งาน สามารถติดต่อสอบถามกับธนาคารเจ้าของบัตร แล้วกลับมาทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ระบบแสดงข้อความ “ขออภัย เกิดข้อผิดพลาดระหว่างการชำระเงิน กรุณาติดต่อ 1124” อาจเกิดปัญหาการเชื่อมต่อกับ Payment Gateway ของธนาคารกสิกรไทย สามารถแสดงหลักฐานการชำระเงินส่งให้กับบริษัทฯเพื่อตรวจสอบ
หมายถึง กรมธรรม์ดังกล่าว อยู่ในสถานะที่ไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยจากกรณีต่างๆ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ อาทิ การชำระเบี้ยประกันภัยหลักครบตามระยะเวลาชำระเบี้ยฯ, การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ, การเปลี่ยนเป็นการประกันแบบขยายเวลา, การเวนคืนกรมธรรม์, รับเงินครบกำหนดสัญญาแล้ว หรือบอกล้างสัญญา เป็นต้น
ติดต่อชำระเบี้ยฯ ได้ที่สำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > กดดูรายละเอียดกรมธรรม์ > เลือกเมนู “เบี้ยฯ ที่ต้องชำระ/ ประวัติการชำระเบี้ยฯ” > กดที่ ประวัติการชำระเบี้ยฯ
การเปลี่ยนรอบในการชำระเบี้ยฯ ให้เหมาะสม โดยทำรายการผ่านแอปพลิเคชันได้ในช่วงก่อนถึงรอบครบกำหนดชำระเบี้ยฯ ล่วงหน้า 30 วัน จนถึงวันครบกำหนดผ่อนผัน 31 วัน เท่านั้น (หากเลยกำหนดช่วงเวลา กรุณาติดต่อ สำนักงานใหญ่ ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ)
งวดการชำระเบี้ยฯ ที่สามารถเลือกเปลี่ยนได้
- รายเดือน
- ราย 3 เดือน
- ราย 6 เดือน
- รายปี
หมายเหตุ : ไม่รองรับการดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน สำหรับกรรมธรรม์ประเภท UK, UL, Lifefit และกรรมธรรม์ที่ติดเงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัย รวมถึงกรรมธรรม์ที่ไม่ใช่สถานะที่มีผลบังคับ หรือกรรมธรรม์ที่ชำระครบแล้วและยังมีสัญญาเพิ่มเติมยังต้องชำระอยู่ หากผู้ใช้งานมีความประสงค์ที่ต้องการเปลี่ยนงวดชำระเบี้ยฯ กรุณาติดต่อสำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
1) กดที่เมนู “เปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยฯ”
2) เลือกเปลี่ยนงวดตามที่ต้องการ (รายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน รายปี) ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขตามโหมดชำระเบี้ยของแต่ละกรมธรรม์
3) รับ OTP
4) ชำระเงินทันที (เลือกชำระเงินแบบ QR หรือชำระด้วยบัตรเครดิต)
แจ้งผลการทำรายการสำเร็จ ได้รับ Notification และ e-mail ยืนยันผลการเปลี่ยนงวดชำระเบี้ยฯ
การสมัครหักชำระเบี้ยฯ อัตโนมัติ สามารถเลือกได้ 2 ช่องทาง คือ หักชำระจากบัญชีธนาคาร
หรือ หักชำระจากบัตรเครดิต ทั้งนี้ระบบรองรับการให้บริการตามเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละฉบับ เริ่มต้นสมัครใช้งานด้วยการ
กดที่ปุ่ม เพิ่ม > เลือกกรมธรรม์ > เลือกประเภทการหักชำระอัตโนมัติ > กรอกข้อมูลบัญชีธนาคาร / ข้อมูลบัตรเครดิต > หลังจากทำรายการเสร็จ ระบบจะหักชำระเบี้ยฯ อัตโนมัติตามรอบที่กำหนด
- กรมธรรม์ที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 1-15 /mm/yyyy (หักวันที่ 16 ของเดือน)
- กรมธรรม์ที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 16-สิ้นเดือน/mm/yyyy (หักวันที่ 1 ของเดือนถัดไป)
กรณีวันที่ตัดเงินตรงกับวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะเลื่อนตัดวันทำการก่อนวันหยุด)
กรณีงวดสิ้นเดือน ธันวาคม บริษัทฯ จะตัดเงินวันทำการวันสุดท้ายของเดือนธันวาคม
กรณีระบบไม่สามารถหักชำระไม่สำเร็จ และกรมธรรม์ยังอยู่ในระยะเวลาผ่อนผัน ระบบจะดำเนินการหักชำระใหม่อีกครั้ง
หักชำระเบี้ยฯ ตรงวันครบกำหนดชำระของกรมธรรม์ ไม่เว้นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตกฤษ์ (กรณีสมัครตัดบัตรเครดิตเลยวันครบกำหนดชำระเบี้ย จะทำการตัดวันถัดไป)
เข้าเมนูลงทะเบียนรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ > กดปุ่ม ลงทะเบียน > เลือกทุกกรมธรรม์ หรือ บางกรมธรรม์ หลังจากที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และเมื่อชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน ผู้เอาประกันภัยจะได้รับใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัย หรือใบเสร็จรับเงินสมทบตะกาฟุล ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Receipt) ผ่านอีเมล และ SMS (หากกดเลือกรับช่องทาง SMS ด้วย) โดยมีผลกับการชำระเงินในรอบถัดไป (ไม่มีผลย้อนหลัง) สำหรับกรณีชำระเงินผ่านช่องทางที่ไม่ได้เป็นช่องทางออนไลน์จะได้รับใบเสร็จในรูปแบบกระดาษ
การชำระเบี้ยประกันภัย
เลือกดูได้ผ่าน 2 เมนู ดังนี้
1) เข้าเมนูหน้าหลัก > เลือกไอคอนชำระเบี้ยฯ > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการ ระบบจะแสดงรายการ ดังนี้
- รายการเบี้ยฯ ที่ครบกำหนดชำระ แสดงล่วงหน้า 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดชำระ จนถึงหลังวันครบกำหนด 90 วัน (สามารถชำระผ่านแอปพลิเคชันได้)
- รายการเบี้ยฯ ที่เกินกำหนดชำระ 90 วัน หรือสามารถชำระผ่านแอปพลิเคชันได้ (เนื่องจากสถานะกรมธรรม์อาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อสำนักงานใหญ่ ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ หรือตัวแทนที่ดูแล)
2) เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการ > เลือกเมนูเบี้ยฯ ที่ต้องชำระ / ประวัติการชำระเบี้ยฯ
ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินตามเงื่อนไขของแบบประกันดังนี้
- QR Code (ผ่าน Mobile Banking Application)
- Barcode (ผ่านเคาน์เตอร์ / จุดรับชำระเงิน)
- บัตรเครดิต (รองรับบัตรเครดิต VISA หรือ MASTER CARD หรือ JCB)
- อาจเกิดจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่าช้า กรุณาตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้วทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ยังไม่อยู่ในช่วงระยะเวลาให้สามารถชำระเบี้ยฯ ได้ (แสดงล่วงหน้า 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดชำระ จนถึงหลังวันครบกำหนด 90 วัน)
- กรมธรรม์เลยกำหนดวันผ่อนผันการชำระเบี้ยฯ หรือ สถานะกรมธรรม์อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น สถานะกู้ชำระเบี้ยอัตโนมัติ (APL) สถานะปิดบัญชีขยายเวลาอัตโนมัติ ฯลฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ตัวแทนประกันชีวิตที่ดูแลกรมธรรม์ สำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
- กรณีแบบประกันไม่รองรับการชำระเงินผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน เช่น กรมธรรม์ประเภทอุตสาหกรรม (รายเดือน) กรมธรรม์ประเภทชำระเบี้ยฯ ครั้งเดียว โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ตัวแทนประกันชีวิตที่ดูแลกรมธรรม์ สำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
- กรณีแจ้งความประสงค์ชำระเบี้ยฯ ผ่านการหักบัตรเครดิต / หักบัญชีธนาคาร โดยอัตโนมัติไว้
- กรมธรรม์อยู่ระหว่างการขออนุมัติปิดบัญชี หรือขออนุมัติเวนคืน
แคปภาพหน้าจอ หรือกดปุ่มบันทึก เพื่อนำภาพ QR Code ไปชำระเงินผ่าน Mobile Banking Application ที่รองรับการให้บริการ
แสดง หรือแคป หรือกดปุ่มบันทึก เพื่อนำภาพ Barcode ไปชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ /จุดรับชำระเงิน ที่รองรับการให้บริการ ได้แก่
- เคาน์เตอร์เซอร์วิส (วงเงินไม่เกิน 49,000 บาท)
- ที่ทำการไปรษณีย์ (วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท)
- จุดรับชำระเงินบิ๊กซี (วงเงินไม่เกิน 49,000 บาท)
- อาจเกิดจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่าช้า กรุณาตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้วทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ระบบการทำงานของเซิฟเวอร์อาจเกิดขัดข้องทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนั้น กรุณาเลือกช่องทางการชำระเงินอื่น หรือรอสักครู่แล้วกลับเข้ามาทำรายการใหม่อีกครั้ง
1) ระบุอีเมล เพื่อรับรายละเอียดการทำรายการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
(กรณียังไม่ระบุอีเมล ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินวิธีการอื่นได้ เช่น QR Code/ Barcode)
2) กรอกรายละเอียดข้อมูลบัตรเครดิต
3) กรอกรหัส OTP ที่ได้รับจากธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต เพื่อทำรายการชำระเงิน
4) สามารถตรวจสอบข้อมูลการชำระเงินได้ที่ หน้าประวัติการชำระเบี้ยฯ ไม่เกิน 3 วันทำการ และใบเสร็จรับเงินจะส่งไปตามที่อยู่ที่ผู้เอาประกันภัยระบุไว้ภายใน 7-10 วันทำการ
ระบบจะแสดงข้อความตามกรณีต่างๆ ดังนี้
- ระบบแสดงข้อความ “แบบประกันนี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขการชำระด้วยบัตรเครดิต” หมายความว่า แบบประกันดังกล่าวไม่อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้
- ระบบแสดงข้อความ “ไม่สามารถใช้บริการได้ในขณะนี้ กรุณาเลือกวิธีการชำระอื่น หรือลองใหม่อีกครั้งในภายหลัง” หมายความว่า ระบบอาจเกิดการขัดข้องทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกช่องทางอื่น หรือรอเข้ามาใช้งานใหม่อีกครั้งภายหลัง
อาจเกิดปัญหาการเชื่อมต่อกับ Payment Gateway ของธนาคารกสิกรไทย สามารถกดปุ่มตกลง หรือกดปุ่ม X แล้วกดทำรายการใหม่อีกครั้ง
ให้ผู้เอาประกันภัยติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต หรือกดปุ่ม X แล้วกดทำรายการใหม่อีกครั้ง
จากหน้าแจ้งการรับชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สามารถกดที่ปุ่ม บันทึก เพื่อบันทึกรูปภาพได้เอง กรณีออกจากหน้าจอไปแล้วจะไม่สามารถย้อนกลับมาบันทึกรูปได้อีก แต่สามารถตรวจสอบประวัติการชำระเงินได้ที่ หน้ารายละเอียดกรมธรรม์ เลือก เมนู “เบี้ยฯ ที่ต้องชำระ/ ประวัติการชำระเบี้ยฯ” กด Tab ประวัติการชำระเบี้ยฯ
- ระบบแสดงข้อความ “ขออภัย ทำรายการไม่สำเร็จ กรุณาลองใหม่อีกครั้ง” อาจเกิดปัญหาขัดข้องกับระบบ สามารถกดปุ่ม ตกลง แล้วกดทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ระบบแสดงข้อความ “ขออภัย ทำรายการไม่สำเร็จ กรุณาติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร” อาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่ใช้งาน สามารถติดต่อสอบถามกับธนาคารเจ้าของบัตร แล้วกลับมาทำรายการใหม่อีกครั้ง
- ระบบแสดงข้อความ “ขออภัย เกิดข้อผิดพลาดระหว่างการชำระเงิน กรุณาติดต่อ 1124” อาจเกิดปัญหาการเชื่อมต่อกับ Payment Gateway ของธนาคารกสิกรไทย สามารถแสดงหลักฐานการชำระเงินส่งให้กับบริษัทฯเพื่อตรวจสอบ
หมายถึง กรมธรรม์ดังกล่าว อยู่ในสถานะที่ไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยจากกรณีต่างๆ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ อาทิ การชำระเบี้ยประกันภัยหลักครบตามระยะเวลาชำระเบี้ยฯ, การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ, การเปลี่ยนเป็นการประกันแบบขยายเวลา, การเวนคืนกรมธรรม์, รับเงินครบกำหนดสัญญาแล้ว หรือบอกล้างสัญญา เป็นต้น
ติดต่อชำระเบี้ยฯ ได้ที่สำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > กดดูรายละเอียดกรมธรรม์ > เลือกเมนู “เบี้ยฯ ที่ต้องชำระ/ ประวัติการชำระเบี้ยฯ” > กดที่ ประวัติการชำระเบี้ยฯ
การเปลี่ยนรอบในการชำระเบี้ยฯ ให้เหมาะสม โดยทำรายการผ่านแอปพลิเคชันได้ในช่วงก่อนถึงรอบครบกำหนดชำระเบี้ยฯ ล่วงหน้า 30 วัน จนถึงวันครบกำหนดผ่อนผัน 31 วัน เท่านั้น (หากเลยกำหนดช่วงเวลา กรุณาติดต่อ สำนักงานใหญ่ ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ)
งวดการชำระเบี้ยฯ ที่สามารถเลือกเปลี่ยนได้
- รายเดือน
- ราย 3 เดือน
- ราย 6 เดือน
- รายปี
หมายเหตุ : ไม่รองรับการดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน สำหรับกรรมธรรม์ประเภท UK, UL, Lifefit และกรรมธรรม์ที่ติดเงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัย รวมถึงกรรมธรรม์ที่ไม่ใช่สถานะที่มีผลบังคับ หรือกรรมธรรม์ที่ชำระครบแล้วและยังมีสัญญาเพิ่มเติมยังต้องชำระอยู่ หากผู้ใช้งานมีความประสงค์ที่ต้องการเปลี่ยนงวดชำระเบี้ยฯ กรุณาติดต่อสำนักงานใหญ่ หรือที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
1) กดที่เมนู “เปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยฯ”
2) เลือกเปลี่ยนงวดตามที่ต้องการ (รายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน รายปี) ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขตามโหมดชำระเบี้ยของแต่ละกรมธรรม์
3) รับ OTP
4) ชำระเงินทันที (เลือกชำระเงินแบบ QR หรือชำระด้วยบัตรเครดิต)
แจ้งผลการทำรายการสำเร็จ ได้รับ Notification และ e-mail ยืนยันผลการเปลี่ยนงวดชำระเบี้ยฯ
การสมัครหักชำระเบี้ยฯ อัตโนมัติ สามารถเลือกได้ 2 ช่องทาง คือ หักชำระจากบัญชีธนาคาร
หรือ หักชำระจากบัตรเครดิต ทั้งนี้ระบบรองรับการให้บริการตามเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละฉบับ เริ่มต้นสมัครใช้งานด้วยการ
กดที่ปุ่ม เพิ่ม > เลือกกรมธรรม์ > เลือกประเภทการหักชำระอัตโนมัติ > กรอกข้อมูลบัญชีธนาคาร / ข้อมูลบัตรเครดิต > หลังจากทำรายการเสร็จ ระบบจะหักชำระเบี้ยฯ อัตโนมัติตามรอบที่กำหนด
- กรมธรรม์ที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 1-15 /mm/yyyy (หักวันที่ 16 ของเดือน)
- กรมธรรม์ที่ครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 16-สิ้นเดือน/mm/yyyy (หักวันที่ 1 ของเดือนถัดไป)
กรณีวันที่ตัดเงินตรงกับวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะเลื่อนตัดวันทำการก่อนวันหยุด)
กรณีงวดสิ้นเดือน ธันวาคม บริษัทฯ จะตัดเงินวันทำการวันสุดท้ายของเดือนธันวาคม
กรณีระบบไม่สามารถหักชำระไม่สำเร็จ และกรมธรรม์ยังอยู่ในระยะเวลาผ่อนผัน ระบบจะดำเนินการหักชำระใหม่อีกครั้ง
หักชำระเบี้ยฯ ตรงวันครบกำหนดชำระของกรมธรรม์ ไม่เว้นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตกฤษ์ (กรณีสมัครตัดบัตรเครดิตเลยวันครบกำหนดชำระเบี้ย จะทำการตัดวันถัดไป)
เข้าเมนูลงทะเบียนรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ > กดปุ่ม ลงทะเบียน > เลือกทุกกรมธรรม์ หรือ บางกรมธรรม์ หลังจากที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และเมื่อชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน ผู้เอาประกันภัยจะได้รับใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัย หรือใบเสร็จรับเงินสมทบตะกาฟุล ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Receipt) ผ่านอีเมล และ SMS (หากกดเลือกรับช่องทาง SMS ด้วย) โดยมีผลกับการชำระเงินในรอบถัดไป (ไม่มีผลย้อนหลัง) สำหรับกรณีชำระเงินผ่านช่องทางที่ไม่ได้เป็นช่องทางออนไลน์จะได้รับใบเสร็จในรูปแบบกระดาษ
เข้าเมนูรับเงินคืนระหว่างสัญญาผ่านบัญชีธนาคาร > แก้ไขบัญชี รับเงินคืนระหว่างสัญญา > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการรับเงินคืนระหว่างสัญญา > เลือกช่องทางสำหรับการรับเงินเข้าบัญชี (บัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกข้อมูลด้วยเลขบัตรประชาชน หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารที่รองรับการบริการ)
การรับเงินคืนระหว่างสัญญา
เข้าเมนูรับเงินคืนระหว่างสัญญาผ่านบัญชีธนาคาร > แก้ไขบัญชี รับเงินคืนระหว่างสัญญา > เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการรับเงินคืนระหว่างสัญญา > เลือกช่องทางสำหรับการรับเงินเข้าบัญชี (บัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกข้อมูลด้วยเลขบัตรประชาชน หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารที่รองรับการบริการ)
พัฒนาต่อยอดจากฟีเจอร์กรมธรรม์ผู้เยาว์ มาเป็นฟีเจอร์กรมธรรม์คนในครอบครัว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนในครอบครัว สามารถดูข้อมูลกรมธรรม์และชำระเบี้ยฯ แทนคนในครอบครัวผ่านแอปพลิเคชันของตนเองได้ทันที สำหรับผู้เอาประกันที่มีชื่อระบุอยู่ในกรมธรรม์ที่มีสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองการชำระเบี้ยฯ (คบ.) ของคนในครอบครัว ระบบจะแสดงข้อมูลกรมธรรม์ให้โดยอัตโนมัติ
เข้าเมนูกรมธรรม์คนในครอบครัว > กดปุ่ม เพิ่มกรมธรรม์คนในครอบครัว และดำเนินตามขั้นตอนดังนี้
1) ผู้ยื่นคำร้องขอเข้าถึงข้อมูลคนในครอบครัว คือ บิดา/มารดา/บุตร/ผู้รับรองบุตรบุญธรรม/บุตรบุญธรรม/สามี/ภรรยา (อายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป)
2) ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถดูผู้เข้าถึงกรมธรรม์ของฉัน และประวัติคำร้องขอ ได้ แต่จะไม่สามารถยื่นคำร้องขอเข้าถึงข้อมูลคนในครอบครัว (ตามกฏหมายผู้เยาว์ไม่สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ด้วยตนเองได้)
3) ผู้ยื่นคำร้องต้องได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) และได้รับการพิจารณาอนุมัติพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างกันว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง จึงจะสามารถได้สิทธิเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์ และชำระเบี้ยฯ แทนผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัวได้)
4) กรณีบิดา มารดา มีบุตร อายุต่ำว่า 10 ปี สามารถดำเนินการยินยอมให้สิทธิเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์และชำระเบี้ยฯ แทนบุตรได้ โดยสามารถยื่นคำร้องส่งให้บริษัทฯ พิจารณาอนุมัติความสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมจากบุตร (ตามกฏหมายผู้เยาว์ บิดา มารดา สามารถทำธุรกรรมต่างๆ แทนบุตรอายุต่ำกว่า 10 ปีได้)
5) ผู้ยื่นคำร้องต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันของตนเอง และผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) สามารถกดยินยอมให้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันภายใน 3 วัน (หากเกินกำหนดไปแล้วต้องเริ่มทำรายการใหม่อีกครั้ง) กรณีผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) ไม่มีแอปพลิเคชัน ผู้ยื่นคำร้องสามารถให้ผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) ยืนยันตัวตน และกดยินยอมผ่านเครื่องของผู้ยื่นคำร้องได้ทันที
6) บริษัทฯ จะพิจารณาอนุมัติความสัมพันธ์ภายใน 3-5 วัน หลังจากที่ผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) กดยินยอมให้สิทธิผู้ยื่นคำร้อง
7) ผู้ยื่นคำร้อง จะสามารถเข้าดูข้อมูลกรมธรรม์และชำระเบี้ยฯ แทนคนในครอบครัวผ่านแอปพลิเคชันของตนเองได้ทันที หลังจากที่บริษัทฯ พิจารณาอนุมัติความสัมพันธ์
- บิดา/มารดา/บุตร : สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตร (ที่ระบุชื่อคุณและคนในครอบครัว)
- ผู้รับรองบุตรบุญธรรม/บุตรบุญธรรม : สำเนาเอกสารรับรองบุตรบุญธรรม
- สามี/ภรรยา : สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย และเอกสารยืนยันความเป็นคู่สมรส (หากไม่จดทะเบียนสมรส)
- เอกสารการเปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
- การยกเลิกการเข้าถึงข้อมูลของคนในครอบครัว กดที่รายชื่อคนในครอบครัว > กดที่ลูกศรลง > กดปุ่ม ยกเลิกการเข้าถึงข้อมูล (ระบบจะยกเลิกสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและชำระเบี้ยฯ แทนในทุกกรมธรรม์ที่เคยได้รับสิทธิไว้)
- การยกเลิกการเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์บางฉบับ กดที่รายชื่อคนในครอบครัว > กดที่กรมธรรม์ > กดปุ่ม ยกเลิกการเข้าถึงกรมธรรม์ฉบับนี้
กรมธรรม์คนในครอบครัว
พัฒนาต่อยอดจากฟีเจอร์กรมธรรม์ผู้เยาว์ มาเป็นฟีเจอร์กรมธรรม์คนในครอบครัว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนในครอบครัว สามารถดูข้อมูลกรมธรรม์และชำระเบี้ยฯ แทนคนในครอบครัวผ่านแอปพลิเคชันของตนเองได้ทันที สำหรับผู้เอาประกันที่มีชื่อระบุอยู่ในกรมธรรม์ที่มีสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองการชำระเบี้ยฯ (คบ.) ของคนในครอบครัว ระบบจะแสดงข้อมูลกรมธรรม์ให้โดยอัตโนมัติ
เข้าเมนูกรมธรรม์คนในครอบครัว > กดปุ่ม เพิ่มกรมธรรม์คนในครอบครัว และดำเนินตามขั้นตอนดังนี้
1) ผู้ยื่นคำร้องขอเข้าถึงข้อมูลคนในครอบครัว คือ บิดา/มารดา/บุตร/ผู้รับรองบุตรบุญธรรม/บุตรบุญธรรม/สามี/ภรรยา (อายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป)
2) ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถดูผู้เข้าถึงกรมธรรม์ของฉัน และประวัติคำร้องขอ ได้ แต่จะไม่สามารถยื่นคำร้องขอเข้าถึงข้อมูลคนในครอบครัว (ตามกฏหมายผู้เยาว์ไม่สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ด้วยตนเองได้)
3) ผู้ยื่นคำร้องต้องได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) และได้รับการพิจารณาอนุมัติพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างกันว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง จึงจะสามารถได้สิทธิเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์ และชำระเบี้ยฯ แทนผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัวได้)
4) กรณีบิดา มารดา มีบุตร อายุต่ำว่า 10 ปี สามารถดำเนินการยินยอมให้สิทธิเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์และชำระเบี้ยฯ แทนบุตรได้ โดยสามารถยื่นคำร้องส่งให้บริษัทฯ พิจารณาอนุมัติความสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมจากบุตร (ตามกฏหมายผู้เยาว์ บิดา มารดา สามารถทำธุรกรรมต่างๆ แทนบุตรอายุต่ำกว่า 10 ปีได้)
5) ผู้ยื่นคำร้องต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันของตนเอง และผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) สามารถกดยินยอมให้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันภายใน 3 วัน (หากเกินกำหนดไปแล้วต้องเริ่มทำรายการใหม่อีกครั้ง) กรณีผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) ไม่มีแอปพลิเคชัน ผู้ยื่นคำร้องสามารถให้ผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) ยืนยันตัวตน และกดยินยอมผ่านเครื่องของผู้ยื่นคำร้องได้ทันที
6) บริษัทฯ จะพิจารณาอนุมัติความสัมพันธ์ภายใน 3-5 วัน หลังจากที่ผู้เอาประกันภัย (คนในครอบครัว) กดยินยอมให้สิทธิผู้ยื่นคำร้อง
7) ผู้ยื่นคำร้อง จะสามารถเข้าดูข้อมูลกรมธรรม์และชำระเบี้ยฯ แทนคนในครอบครัวผ่านแอปพลิเคชันของตนเองได้ทันที หลังจากที่บริษัทฯ พิจารณาอนุมัติความสัมพันธ์
- บิดา/มารดา/บุตร : สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตร (ที่ระบุชื่อคุณและคนในครอบครัว)
- ผู้รับรองบุตรบุญธรรม/บุตรบุญธรรม : สำเนาเอกสารรับรองบุตรบุญธรรม
- สามี/ภรรยา : สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย และเอกสารยืนยันความเป็นคู่สมรส (หากไม่จดทะเบียนสมรส)
- เอกสารการเปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
- การยกเลิกการเข้าถึงข้อมูลของคนในครอบครัว กดที่รายชื่อคนในครอบครัว > กดที่ลูกศรลง > กดปุ่ม ยกเลิกการเข้าถึงข้อมูล (ระบบจะยกเลิกสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและชำระเบี้ยฯ แทนในทุกกรมธรรม์ที่เคยได้รับสิทธิไว้)
- การยกเลิกการเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์บางฉบับ กดที่รายชื่อคนในครอบครัว > กดที่กรมธรรม์ > กดปุ่ม ยกเลิกการเข้าถึงกรมธรรม์ฉบับนี้
เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > กดดูรายละเอียดกรมธรรม์ > เลือกเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์”
เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > กดดูรายละเอียดกรมธรรม์ > เลือกเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์”
ระบบจะนำมูลค่าปัจจุบันในตลาดมาเปรียบเทียบกับต้นทุนของกองทุนที่ผู้ถือกรมธรรม์ได้ทำการซื้อในแต่ละครั้ง
หน้าจอมูลค่าบัญชีกรมธรรม์จะแสดงผลกำไร/ขาดทุน เป็นจำนวนเต็มทศนิยม 2 ตำแหน่ง และเป็นแบบเปอร์เซ็นต์ หากผลเป็นกำไรจะแสดงเป็นตัวเลขสีเขียว หากผลเป็นขาดทุนจะแสดงเป็นตัวเลขสีแดง
เข้าเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์” > เลือกเมนู “จัดสรรกองทุน” > ระบุกองทุนและสัดส่วนตามที่ต้องการ โดยสามารถทำได้เฉพาะเบี้ยประกันภัยเพิ่มพิเศษ (TOP UP) เท่านั้น
หมายเหตุ เบี้ยประกันภัย RPP และ RSP สามารถทําการจัดสรรกองทุนได้ โดยทําการปรับสัดส่วนกองทุนที่เมนู “การสับเปลี่ยนกองทุน”
การจัดสรรการลงทุน ผู้ใช้บริการสามารถเลือกกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนดทั้งนี้ การเลือกลงทุนในแต่ละกองทุนจะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อการออม (ถ้ามี) หลังจากหักค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ และหนี้สินใดๆ ที่ค้างชำระตามกรมธรรม์นี้ (ถ้ามี)
อย่างไรก็ตาม จำนวนกองทุนภายใต้กรมธรรม์ ณ เวลาใดๆ จะไม่เกิน 10 กองทุน
ทั้งนี้ การจัดสรรการลงทุน ที่ผู้ใช้บริการทำรายการกำหนดสัดส่วนการลงทุนของผู้ใช้บริการจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของกองทุน และการอนุมัติจากบริษัทฯ การจัดสรรการลงทุนสำหรับเบี้ยประกันภัยหลักงวดต่อไปจะเป็นไปตามการจัดสรร การลงทุนครั้งล่าสุด หรือ ผู้ใช้บริการสามารถเลือกกำหนดสัดส่วนการลงทุนใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด
เงื่อนไขการทำรายการจัดสรรการลงทุน
1) ระบุจำนวนร้อยละที่ต้องการลงทุนในแต่ละกองทุนเป็นจำนวนเต็ม (ไม่มีทศนิยม) โดยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของแต่ละประเภทเบี้ยประกันภัย และมีจำนวนกองทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10 กองทุน ทั้งนี้เมื่อรวมการจัดสรรเบี้ยประกันภัยทุกกองทุนแล้วจะต้องเท่ากับร้อยละ 100
2) กรณีที่ผู้ใช้บริการ ถือหน่วยลงทุนเกินกว่าหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของกองทุน บริษัทฯ จะดำเนินการแก้ไขสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเดียวกันนั้นให้มีจำนวนไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของกองทุน
เข้าเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์” > เลือกเมนู “สับเปลี่ยนกองทุน” > เลือกวิธีการสับเปลี่ยนได้ 2 กรณี คือ
- เลือกกองทุนต้นทาง - ปลายทาง (ระบุกองทุนต้นทางที่ต้องการขาย > ระบุกองทุนปลายทางที่ต้องการซื้อ)
- เลือกกองทุนปลายทางเท่านั้น (ระบุกองทุนปลายทางที่ต้องการซื้อ)
การสับเปลี่ยนกองทุน ผู้ใช้บริการอาจร้องขอให้บริษัทฯ ดำเนินการสับเปลี่ยนกองทุนบางส่วน หรือทั้งหมดจากกองทุนหนึ่งไปยังกองทุนอื่นได้ โดยขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนต้นทางไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด
เงื่อนไขการทำรายการสับเปลี่ยนกองทุน
1) จำนวนร้อยละที่ต้องการลงทุนในกองทุนปลายทางแต่ละกองทุนเป็นจำนวนเต็ม (โดยไม่มีทศนิยม) ทั้งนี้ ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และมีจำนวนกองทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10 กองทุน
2) จำนวนเงินสับเปลี่ยนออกจากกองทุนต้นทางจะต้องไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท โดยคำนวณจากราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุน
3) หน่วยลงทุนจะถูกหักจากกองทุนต้นทางตามราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุน ณ วันที่ประเมินราคาหลังจากหนึ่งวันทำการที่บริษัทฯ อนุมัติการสับเปลี่ยนกองทุน หรือวันที่ประเมินราคาหลังจากหนึ่งวันทำการที่มีราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามเงื่อนไขระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนของกองทุนหลังจากวันที่บริษัทฯ อนุมัติ ทั้งนี้หากวันที่ส่งคำสั่งเป็นวันหยุดของกองทุนใด บริษัทฯ จะทำการขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนนั้นในวันทำการถัดไปที่สามารถทำรายการได้
4) บริษัทฯ จะดำเนินการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ณ วันที่ประเมินราคาหลังจากสองวัน (2 วัน) ทำการที่บริษัทฯ ได้รับแจ้งมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนต้นทางครบทุกกองทุน
5) บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับคำสั่งสับเปลี่ยนกองทุนหากบริษัทฯ ยังไม่ทราบหน่วยลงทุนคงเหลือทุกกองทุนที่ผู้ใช้บริการถืออยู่จากรายการขายคืนอัตโนมัติเพื่อชำระค่าการประกันภัย ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ และค่าธรรมเนียมการรักษากรมธรรม์
6) รายการที่บริษัทฯ ได้รับคำสั่งของผู้ใช้บริการหลังเวลา 24.00 น. ของวันทำการตามเวลาของระบบงานบริษัทฯ หรือรายการที่บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อ-ขายของผู้ใช้บริการในวันหยุดทำการของบริษัทฯ จะถือเป็นการทำรายการของวันถัดไป
ระบบจะแสดงข้อความแจ้งเตือนตามกรณีต่างๆ ดังนี้
- ระบบแสดงข้อความ “ไม่สามารถทำรายการได้ กรมธรรม์ของคุณอยู่ระหว่างส่งคำสั่งซื้อ-ขายกองทุนหรืออยู่ระหว่างคำนวณค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ต่างๆ” หมายความว่า บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อ-ขายกองทุนของคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ หรืออยู่ระหว่างคำนวณค่าธรรมเนียมต่างๆ
- ระบบแสดงข้อความ “ไม่สามารถทำการสับเปลี่ยนและจัดสรรกองทุนได้ในขณะนี้ กรุณาลองใหม่อีกครั้งในภายหลัง” หมายความว่า ระบบอาจเกิดการขัดข้องทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนั้น ผู้ใช้บริการสามารถเลือกช่องทางอื่น หรือรอเข้ามาใช้งานใหม่อีกครั้งภายหลัง
กรมธรรม์ประเภทยูนิเวอร์แซลไลฟ์ และกรมธรรม์ประเภทยูนิตลิงค์
เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > กดดูรายละเอียดกรมธรรม์ > เลือกเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์”
เข้าเมนูกรมธรรม์ของฉัน > กดดูรายละเอียดกรมธรรม์ > เลือกเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์”
ระบบจะนำมูลค่าปัจจุบันในตลาดมาเปรียบเทียบกับต้นทุนของกองทุนที่ผู้ถือกรมธรรม์ได้ทำการซื้อในแต่ละครั้ง
หน้าจอมูลค่าบัญชีกรมธรรม์จะแสดงผลกำไร/ขาดทุน เป็นจำนวนเต็มทศนิยม 2 ตำแหน่ง และเป็นแบบเปอร์เซ็นต์ หากผลเป็นกำไรจะแสดงเป็นตัวเลขสีเขียว หากผลเป็นขาดทุนจะแสดงเป็นตัวเลขสีแดง
เข้าเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์” > เลือกเมนู “จัดสรรกองทุน” > ระบุกองทุนและสัดส่วนตามที่ต้องการ โดยสามารถทำได้เฉพาะเบี้ยประกันภัยเพิ่มพิเศษ (TOP UP) เท่านั้น
หมายเหตุ เบี้ยประกันภัย RPP และ RSP สามารถทําการจัดสรรกองทุนได้ โดยทําการปรับสัดส่วนกองทุนที่เมนู “การสับเปลี่ยนกองทุน”
การจัดสรรการลงทุน ผู้ใช้บริการสามารถเลือกกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนดทั้งนี้ การเลือกลงทุนในแต่ละกองทุนจะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อการออม (ถ้ามี) หลังจากหักค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ และหนี้สินใดๆ ที่ค้างชำระตามกรมธรรม์นี้ (ถ้ามี)
อย่างไรก็ตาม จำนวนกองทุนภายใต้กรมธรรม์ ณ เวลาใดๆ จะไม่เกิน 10 กองทุน
ทั้งนี้ การจัดสรรการลงทุน ที่ผู้ใช้บริการทำรายการกำหนดสัดส่วนการลงทุนของผู้ใช้บริการจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของกองทุน และการอนุมัติจากบริษัทฯ การจัดสรรการลงทุนสำหรับเบี้ยประกันภัยหลักงวดต่อไปจะเป็นไปตามการจัดสรร การลงทุนครั้งล่าสุด หรือ ผู้ใช้บริการสามารถเลือกกำหนดสัดส่วนการลงทุนใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด
เงื่อนไขการทำรายการจัดสรรการลงทุน
1) ระบุจำนวนร้อยละที่ต้องการลงทุนในแต่ละกองทุนเป็นจำนวนเต็ม (ไม่มีทศนิยม) โดยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของแต่ละประเภทเบี้ยประกันภัย และมีจำนวนกองทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10 กองทุน ทั้งนี้เมื่อรวมการจัดสรรเบี้ยประกันภัยทุกกองทุนแล้วจะต้องเท่ากับร้อยละ 100
2) กรณีที่ผู้ใช้บริการ ถือหน่วยลงทุนเกินกว่าหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของกองทุน บริษัทฯ จะดำเนินการแก้ไขสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเดียวกันนั้นให้มีจำนวนไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของกองทุน
เข้าเมนู “มูลค่าบัญชีกรมธรรม์” > เลือกเมนู “สับเปลี่ยนกองทุน” > เลือกวิธีการสับเปลี่ยนได้ 2 กรณี คือ
- เลือกกองทุนต้นทาง - ปลายทาง (ระบุกองทุนต้นทางที่ต้องการขาย > ระบุกองทุนปลายทางที่ต้องการซื้อ)
- เลือกกองทุนปลายทางเท่านั้น (ระบุกองทุนปลายทางที่ต้องการซื้อ)
การสับเปลี่ยนกองทุน ผู้ใช้บริการอาจร้องขอให้บริษัทฯ ดำเนินการสับเปลี่ยนกองทุนบางส่วน หรือทั้งหมดจากกองทุนหนึ่งไปยังกองทุนอื่นได้ โดยขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนต้นทางไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด
เงื่อนไขการทำรายการสับเปลี่ยนกองทุน
1) จำนวนร้อยละที่ต้องการลงทุนในกองทุนปลายทางแต่ละกองทุนเป็นจำนวนเต็ม (โดยไม่มีทศนิยม) ทั้งนี้ ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และมีจำนวนกองทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10 กองทุน
2) จำนวนเงินสับเปลี่ยนออกจากกองทุนต้นทางจะต้องไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท โดยคำนวณจากราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุน
3) หน่วยลงทุนจะถูกหักจากกองทุนต้นทางตามราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุน ณ วันที่ประเมินราคาหลังจากหนึ่งวันทำการที่บริษัทฯ อนุมัติการสับเปลี่ยนกองทุน หรือวันที่ประเมินราคาหลังจากหนึ่งวันทำการที่มีราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามเงื่อนไขระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนของกองทุนหลังจากวันที่บริษัทฯ อนุมัติ ทั้งนี้หากวันที่ส่งคำสั่งเป็นวันหยุดของกองทุนใด บริษัทฯ จะทำการขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนนั้นในวันทำการถัดไปที่สามารถทำรายการได้
4) บริษัทฯ จะดำเนินการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ณ วันที่ประเมินราคาหลังจากสองวัน (2 วัน) ทำการที่บริษัทฯ ได้รับแจ้งมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนต้นทางครบทุกกองทุน
5) บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับคำสั่งสับเปลี่ยนกองทุนหากบริษัทฯ ยังไม่ทราบหน่วยลงทุนคงเหลือทุกกองทุนที่ผู้ใช้บริการถืออยู่จากรายการขายคืนอัตโนมัติเพื่อชำระค่าการประกันภัย ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ และค่าธรรมเนียมการรักษากรมธรรม์
6) รายการที่บริษัทฯ ได้รับคำสั่งของผู้ใช้บริการหลังเวลา 24.00 น. ของวันทำการตามเวลาของระบบงานบริษัทฯ หรือรายการที่บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อ-ขายของผู้ใช้บริการในวันหยุดทำการของบริษัทฯ จะถือเป็นการทำรายการของวันถัดไป
ระบบจะแสดงข้อความแจ้งเตือนตามกรณีต่างๆ ดังนี้
- ระบบแสดงข้อความ “ไม่สามารถทำรายการได้ กรมธรรม์ของคุณอยู่ระหว่างส่งคำสั่งซื้อ-ขายกองทุนหรืออยู่ระหว่างคำนวณค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ต่างๆ” หมายความว่า บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อ-ขายกองทุนของคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ หรืออยู่ระหว่างคำนวณค่าธรรมเนียมต่างๆ
- ระบบแสดงข้อความ “ไม่สามารถทำการสับเปลี่ยนและจัดสรรกองทุนได้ในขณะนี้ กรุณาลองใหม่อีกครั้งในภายหลัง” หมายความว่า ระบบอาจเกิดการขัดข้องทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนั้น ผู้ใช้บริการสามารถเลือกช่องทางอื่น หรือรอเข้ามาใช้งานใหม่อีกครั้งภายหลัง
สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีสัญญาเพิ่มเติม ค่ารักษาพยาบาล และ/หรือ ค่าชดเชยรายได้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ กรณีการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน การรักษาตัวเป็นผู้ป่วยนอก ค่าชดเชยรายสัปดาห์ และกรณีอุบัติเหตุ ตามข้อกำหนดของแต่ละแบบประกัน
(กรณีผู้เอาประกันภัยที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ลงทะเบียนจะไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ ผู้ปกครองสามารถติดต่อขอรับบริการผ่านช่องทางสำนักงานใหญ่ ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ หรือตัวแทนที่ดูแล)
1) เคลมค่าชดเชยรายได้
2) เคลมค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ
3) เคลมค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จและค่าชดเชยรายได้
การให้บริการเรียกร้องค่าสินไหมชดเชยรายได้ ตามสัญญาเพิ่มเติม ดังนี้
1) ค่ารักษาพยาบาลรายวัน กรณีรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลรายวัน (รพ., ตรพ.) กรมธรรม์สินเชื่อ ( HB, ICU, TD ) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
2) การเรียกร้องค่าชดเชยรายสัปดาห์ กรณีอุบัติเหตุ ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมการประกันอุบัติเหตุ (อ.2, ตอ.2) กรมธรรม์สินเชื่อ (HA, HB, ICU, TD) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
โดย ชื่อ-นามสกุล ที่ปรากฏในเอกสารที่ใช้ยื่นเคลมออนไลน์ ต้องตรงกันกับชื่อ-นามสกุล เจ้าของบัญชีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต เท่านั้น
ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > เคลมค่าชดเชยรายได้ สามารถทำด้วยตนเองผ่านขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ หากมีข้อมูลอีเมลในระบบแล้ว
1) เลือกสาเหตุการเคลมอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย
2) กรอกข้อมูลสาเหตุและวันที่เกิดเหตุหรือเจ็บป่วย
3) กรอกข้อมูลการรักษาวันที่เข้ารับการรักษาและโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา
4) อัปโหลดเอกสารใบรายงานแพทย์ตามแบบที่บริษัทฯ กำหนด
5) ตรวจสอบข้อมูลรับเงินสินไหม หรือเพิ่มบัญชีรับเงินสินไหม และยืนยันข้อมูล โดยการเคลมออนไลน์จะใช้ระยะเวลาดำเนินการ ภายใน 7 วันทำการ
หากยังไม่มีข้อมูลอีเมล ระบบจะให้ระบุอีเมลก่อน จากนั้นรอรับ OTP ผ่านอีเมลที่ระบุ พร้อมกรอก OTP ที่ได้รับ เพื่อยืนยันอีเมลก่อนเข้าใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์
เอกสารจำเป็นที่ใช้ประกอบการยื่นเคลมค่าชดเชยรายได้ออนไลน์ ได้แก่ ใบรายงานแพทย์ตามแบบที่บริษัทกำหนด
โดยกรณียื่นเคลมออนไลน์ บริษัทฯ จะดำเนินการสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางโอนเงินไปยังบัญชีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเท่านั้น
เมื่อเอกสารประกอบการยื่นเคลมออนไลน์ไม่เพียงพอ บริษัทฯ จะส่งข้อความขอเอกสารเพิ่มเติมไปยังอีเมล และข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผ่านแอปพลิเคชัน ผู้เอาประกันภัยสามารถกดที่ข้อความแจ้งเตือนเพื่อเข้าทำรายการ หรือจากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม เลือก Tab กำลังดำเนินการ ซึ่งจะแสดงรายการเอกสารที่ต้องส่งเพิ่มเติม และกดปุ่ม “อัปโหลดเอกสารเพิ่มเติม” ทำรายการอัปโหลดโดยสามารถกดเลือกถ่ายรูปจากกล้อง หรือเลือกรูปภาพจากเครื่อง กดปุ่มส่งเอกสารและตกลง โดยจะต้องอัปโหลดเอกสารเพิ่มเติมภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับข้อความการแจ้งเตือน (Notification)
เป็นการให้บริการเรียกร้องค่าสินไหมชดเชยรายได้ ตามสัญญาเพิ่มเติม ดังนี้
1) ค่ารักษาพยาบาลรายวัน กรณีรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลรายวัน (สพ., วพ.,AA,AB,AD) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
2) กรณีอุบัติเหตุ ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมการประกันอุบัติเหตุ (อบ3, อ03, อ.3) กรมธรรม์สินเชื่อ (AME) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
โดย ชื่อ-นามสกุล ที่ปรากฏในเอกสารที่ใช้ยื่นเคลมออนไลน์ ต้องตรงกันกับชื่อ-นามสกุล เจ้าของบัญชีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต เท่านั้น
กรณีมีความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาล ผู้ใช้งานจะสามารถยื่นเคลมค่ารักษาพยาบาลออนไลน์ได้ตามรายละเอียด ดังนี้
1) กรณีเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ยื่นเคลมได้สูงสุด 3 ครั้ง/ปีกรมธรรม์ วงเงินการยื่นเคลมสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท/ครั้ง
2) กรณีเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ยื่นเคลมได้สูงสุด 3 ครั้ง/ปีกรมธรรม์ วงเงินการยื่นเคลมสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท/ครั้ง
หมายเหตุ: ความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลที่มี อาจคุ้มครองเฉพาะกรณีเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) หรือเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด โดยเป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละแบบประกัน
ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > เคลมค่าชดเชยรายได้ สามารถทำด้วยตนเองผ่านขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ หากมีข้อมูลอีเมลในระบบแล้ว
1) เลือกสาเหตุการเคลมอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย
2) กรอกข้อมูลสาเหตุและวันที่เกิดเหตุหรือเจ็บป่วย
3) เลือกประเภทการรักษา OPD และ IPD
4) กรอกข้อมูลการรักษาวันที่เข้ารับการรักษา , โรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา และยอดเงินที่เรียกร้องสินไหม
5) อัปโหลดเอกสารใบรายงานแพทย์และใบเสร็จรับเงินต้นฉบับตามแบบที่บริษัทฯ กำหนด
6) ตรวจสอบข้อมูลรับเงินสินไหม หรือเพิ่มบัญชีรับเงินสินไหม และยืนยันข้อมูล โดยการเคลมออนไลน์จะใช้ระยะเวลาดำเนินการ ภายใน 7 วันทำการ
หากยังไม่มีข้อมูลอีเมล ระบบจะให้ระบุอีเมลก่อน จากนั้นรอรับ OTP ผ่านอีเมลที่ระบุ พร้อมกรอก OTP ที่ได้รับ เพื่อยืนยันอีเมลก่อนเข้าใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์
เอกสารจำเป็นที่ใช้ประกอบการยื่นเคลมค่ารักษาพยาบาลออนไลน์ ได้แก่ ใบรายงานแพทย์และใบเสร็จรับเงินต้นฉบับตามแบบที่บริษัทกำหนด
โดยกรณียื่นเคลมออนไลน์ บริษัทฯ จะดำเนินการสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางโอนเงินไปยังบัญชีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเท่านั้น
เมื่อบริษัทฯ ทำรายการโอนเงินสินไหมแล้ว ระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผลของการโอนเงินสำเร็จ และโอนเงินไม่สำเร็จ พร้อมแสดงเลขที่บัญชีธนาคาร หรือเลขบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกด้วยเลขบัตรประชาชนสำหรับโอนเงินสินไหม ทั้งนี้หากการโอนเงินสำเร็จ เลขรับเรื่องเคลมจะเปลี่ยนสถานะจาก “อนุมัติ รอดำเนินการจ่ายเงิน” เป็น “อนุมัติจ่าย” ที่ Tab ประวัติการจ่ายเคลม
กรณีไม่สามารถโอนเงินสินไหมได้ บริษัทฯ จะส่งข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผ่านแอปพลิเคชัน ผู้เอาประกันภัยสามารถกดที่ข้อความแจ้งเตือนเพื่อเข้าทำรายการ หรือจากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม เลือก Tab กำลังดำเนินการ กดปุ่ม “เปลี่ยนข้อมูลการรับเงิน” และเลือกเปลี่ยนเป็นเลขที่บัญชีธนาคารหรือเลขบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกด้วยเลขบัตรประชาชนเท่านั้น
บริษัทฯ จะแจ้งผลการพิจารณาสินไหม จะส่งข้อความไปยังอีเมลที่ผู้เอาประกันภัยลงทะเบียนไว้ และข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผ่านแอปพลิเคชัน
จากข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน “เคลม” ไม่สามารถยื่นเคลมออนไลน์แทนบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของบัญชีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันได้ หากบริษัทฯ พบว่ามีการยื่นเคลมออนไลน์แทนบุคคลอื่น บริษัทฯ จะส่งข้อความแจ้งเตือน (Notification) ลบเลขเรื่องรับเคลมที่ได้ทำการยื่นเคลมออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันไปยังเจ้าของบัญชีผู้ใช้งาน
ผู้เอาประกันภัยสามารถดูประวัติการจ่ายเคลมของเรื่องที่ยื่นเคลมผ่านทุกช่องทางของบริษัทฯ ได้ที่แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม > เลือก Tab ประวัติการจ่ายเคลม จะแสดงสถานะ อนุมัติจ่าย คือ ขั้นตอนที่บริษัทฯ แจ้งผลการพิจารณาสินไหม และสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางต่างๆ ที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถเลือกดูสรุปการจ่ายเคลมของเรื่องที่ยื่นเคลม หรือดูรายละเอียดการเคลมแยกตามกรมธรรม์ได้
ผู้เอาประกันภัยสามารถดูประวัติการจ่ายเคลมในทุกช่องทางการยื่นเคลม โดยเลือกย้อนหลังได้สูงสุด 1 ปี นับตั้งแต่เดือนที่เข้าแอปพลิเคชันล่าสุดโดยจะแสดงข้อมูลตามเลขรับเรื่องเคลม ข้อมูลการเกิดเหตุ วันที่เกิดเหตุ สถานพยาบาลที่เข้ารักษา จำนวนเงินที่อนุมัติ ช่องทางการรับเงิน ทั้งนี้เลขเรื่องรับเคลมที่ยื่นผ่านแอปพลิเคชันจะมีข้อความแสดง “ช่องทางออนไลน์” กำกับ
กรณียื่นเคลมผ่านช่องทางอื่นๆ ผู้เอาประกันภัยสามารถติดตามสถานะการจ่ายเงินสินไหมจากบริษัทฯ ได้จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม เลือก Tab ประวัติการจ่ายเคลม จะแสดงช่องทางการรับเงินต่างๆ ดังนี้
1) เช็ค/ ดราฟท์ จะแสดงเลขติดตามไปรษณีย์ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถกดคัดลอก และติดตามสถานะการส่งผ่านเว็บไซต์ไปรษณีย์ไทย
2) 7-Eleven คุณสามารถนำข้อความ SMS ที่ได้รับผ่านโทรศัพท์มือถือ พร้อมหลักฐานบัตรประชาชน รับเงินได้ที่ 7-Eleven ภายใน 5 วันหลังจากได้รับ SMS (จำนวนเงินอนุมัติไม่เกิน 10,000 บาท)
3) สาขาไทยประกันชีวิต ผู้เอาประกันภัยสามารถรับเงินสินไหมได้ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
ผู้เอาประกันภัยสามารถตรวจสอบสถานะของเรื่องที่ยื่นเคลมผ่านทุกช่องทางของบริษัทฯ ได้ที่แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม > เลือก Tab กำลังดำเนินการ จะแสดงสถานะการเคลมของผู้เอาประกันภัย ดังนี้
- อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ เริ่มตั้งแต่ผู้เอาประกันภัยทำรายการยื่นเคลมและมีเลขรับเรื่องเคลมแล้ว แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนงานที่ยังไม่ได้รับผลการพิจารณาสินไหมจากบริษัทฯ
- ขอเอกสารเพิ่มเติม คือ เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ที่บริษัทฯ ต้องขอเอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา
- อนุมัติรอดำเนินการจ่ายเงิน คือ การพิจารณาอนุมัติจ่ายสินไหม ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนทำการจ่ายเงินสินไหม
การเคลม
สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีสัญญาเพิ่มเติม ค่ารักษาพยาบาล และ/หรือ ค่าชดเชยรายได้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ กรณีการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน การรักษาตัวเป็นผู้ป่วยนอก ค่าชดเชยรายสัปดาห์ และกรณีอุบัติเหตุ ตามข้อกำหนดของแต่ละแบบประกัน
(กรณีผู้เอาประกันภัยที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ลงทะเบียนจะไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ ผู้ปกครองสามารถติดต่อขอรับบริการผ่านช่องทางสำนักงานใหญ่ ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ หรือตัวแทนที่ดูแล)
1) เคลมค่าชดเชยรายได้
2) เคลมค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ
3) เคลมค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จและค่าชดเชยรายได้
การให้บริการเรียกร้องค่าสินไหมชดเชยรายได้ ตามสัญญาเพิ่มเติม ดังนี้
1) ค่ารักษาพยาบาลรายวัน กรณีรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลรายวัน (รพ., ตรพ.) กรมธรรม์สินเชื่อ ( HB, ICU, TD ) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
2) การเรียกร้องค่าชดเชยรายสัปดาห์ กรณีอุบัติเหตุ ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมการประกันอุบัติเหตุ (อ.2, ตอ.2) กรมธรรม์สินเชื่อ (HA, HB, ICU, TD) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
โดย ชื่อ-นามสกุล ที่ปรากฏในเอกสารที่ใช้ยื่นเคลมออนไลน์ ต้องตรงกันกับชื่อ-นามสกุล เจ้าของบัญชีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต เท่านั้น
ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > เคลมค่าชดเชยรายได้ สามารถทำด้วยตนเองผ่านขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ หากมีข้อมูลอีเมลในระบบแล้ว
1) เลือกสาเหตุการเคลมอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย
2) กรอกข้อมูลสาเหตุและวันที่เกิดเหตุหรือเจ็บป่วย
3) กรอกข้อมูลการรักษาวันที่เข้ารับการรักษาและโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา
4) อัปโหลดเอกสารใบรายงานแพทย์ตามแบบที่บริษัทฯ กำหนด
5) ตรวจสอบข้อมูลรับเงินสินไหม หรือเพิ่มบัญชีรับเงินสินไหม และยืนยันข้อมูล โดยการเคลมออนไลน์จะใช้ระยะเวลาดำเนินการ ภายใน 7 วันทำการ
หากยังไม่มีข้อมูลอีเมล ระบบจะให้ระบุอีเมลก่อน จากนั้นรอรับ OTP ผ่านอีเมลที่ระบุ พร้อมกรอก OTP ที่ได้รับ เพื่อยืนยันอีเมลก่อนเข้าใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์
เอกสารจำเป็นที่ใช้ประกอบการยื่นเคลมค่าชดเชยรายได้ออนไลน์ ได้แก่ ใบรายงานแพทย์ตามแบบที่บริษัทกำหนด
โดยกรณียื่นเคลมออนไลน์ บริษัทฯ จะดำเนินการสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางโอนเงินไปยังบัญชีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเท่านั้น
เมื่อเอกสารประกอบการยื่นเคลมออนไลน์ไม่เพียงพอ บริษัทฯ จะส่งข้อความขอเอกสารเพิ่มเติมไปยังอีเมล และข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผ่านแอปพลิเคชัน ผู้เอาประกันภัยสามารถกดที่ข้อความแจ้งเตือนเพื่อเข้าทำรายการ หรือจากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม เลือก Tab กำลังดำเนินการ ซึ่งจะแสดงรายการเอกสารที่ต้องส่งเพิ่มเติม และกดปุ่ม “อัปโหลดเอกสารเพิ่มเติม” ทำรายการอัปโหลดโดยสามารถกดเลือกถ่ายรูปจากกล้อง หรือเลือกรูปภาพจากเครื่อง กดปุ่มส่งเอกสารและตกลง โดยจะต้องอัปโหลดเอกสารเพิ่มเติมภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับข้อความการแจ้งเตือน (Notification)
เป็นการให้บริการเรียกร้องค่าสินไหมชดเชยรายได้ ตามสัญญาเพิ่มเติม ดังนี้
1) ค่ารักษาพยาบาลรายวัน กรณีรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลรายวัน (สพ., วพ.,AA,AB,AD) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
2) กรณีอุบัติเหตุ ตามเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติมการประกันอุบัติเหตุ (อบ3, อ03, อ.3) กรมธรรม์สินเชื่อ (AME) หรือสัญญาประกันอุบัติเหตุรายบุคคล
โดย ชื่อ-นามสกุล ที่ปรากฏในเอกสารที่ใช้ยื่นเคลมออนไลน์ ต้องตรงกันกับชื่อ-นามสกุล เจ้าของบัญชีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต เท่านั้น
กรณีมีความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาล ผู้ใช้งานจะสามารถยื่นเคลมค่ารักษาพยาบาลออนไลน์ได้ตามรายละเอียด ดังนี้
1) กรณีเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ยื่นเคลมได้สูงสุด 3 ครั้ง/ปีกรมธรรม์ วงเงินการยื่นเคลมสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท/ครั้ง
2) กรณีเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ยื่นเคลมได้สูงสุด 3 ครั้ง/ปีกรมธรรม์ วงเงินการยื่นเคลมสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท/ครั้ง
หมายเหตุ: ความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลที่มี อาจคุ้มครองเฉพาะกรณีเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) หรือเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด โดยเป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละแบบประกัน
ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > เคลมค่าชดเชยรายได้ สามารถทำด้วยตนเองผ่านขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ หากมีข้อมูลอีเมลในระบบแล้ว
1) เลือกสาเหตุการเคลมอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย
2) กรอกข้อมูลสาเหตุและวันที่เกิดเหตุหรือเจ็บป่วย
3) เลือกประเภทการรักษา OPD และ IPD
4) กรอกข้อมูลการรักษาวันที่เข้ารับการรักษา , โรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา และยอดเงินที่เรียกร้องสินไหม
5) อัปโหลดเอกสารใบรายงานแพทย์และใบเสร็จรับเงินต้นฉบับตามแบบที่บริษัทฯ กำหนด
6) ตรวจสอบข้อมูลรับเงินสินไหม หรือเพิ่มบัญชีรับเงินสินไหม และยืนยันข้อมูล โดยการเคลมออนไลน์จะใช้ระยะเวลาดำเนินการ ภายใน 7 วันทำการ
หากยังไม่มีข้อมูลอีเมล ระบบจะให้ระบุอีเมลก่อน จากนั้นรอรับ OTP ผ่านอีเมลที่ระบุ พร้อมกรอก OTP ที่ได้รับ เพื่อยืนยันอีเมลก่อนเข้าใช้บริการยื่นเคลมออนไลน์
เอกสารจำเป็นที่ใช้ประกอบการยื่นเคลมค่ารักษาพยาบาลออนไลน์ ได้แก่ ใบรายงานแพทย์และใบเสร็จรับเงินต้นฉบับตามแบบที่บริษัทกำหนด
โดยกรณียื่นเคลมออนไลน์ บริษัทฯ จะดำเนินการสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางโอนเงินไปยังบัญชีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเท่านั้น
เมื่อบริษัทฯ ทำรายการโอนเงินสินไหมแล้ว ระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผลของการโอนเงินสำเร็จ และโอนเงินไม่สำเร็จ พร้อมแสดงเลขที่บัญชีธนาคาร หรือเลขบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกด้วยเลขบัตรประชาชนสำหรับโอนเงินสินไหม ทั้งนี้หากการโอนเงินสำเร็จ เลขรับเรื่องเคลมจะเปลี่ยนสถานะจาก “อนุมัติ รอดำเนินการจ่ายเงิน” เป็น “อนุมัติจ่าย” ที่ Tab ประวัติการจ่ายเคลม
กรณีไม่สามารถโอนเงินสินไหมได้ บริษัทฯ จะส่งข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผ่านแอปพลิเคชัน ผู้เอาประกันภัยสามารถกดที่ข้อความแจ้งเตือนเพื่อเข้าทำรายการ หรือจากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม เลือก Tab กำลังดำเนินการ กดปุ่ม “เปลี่ยนข้อมูลการรับเงิน” และเลือกเปลี่ยนเป็นเลขที่บัญชีธนาคารหรือเลขบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกด้วยเลขบัตรประชาชนเท่านั้น
บริษัทฯ จะแจ้งผลการพิจารณาสินไหม จะส่งข้อความไปยังอีเมลที่ผู้เอาประกันภัยลงทะเบียนไว้ และข้อความแจ้งเตือน (Notification) ผ่านแอปพลิเคชัน
จากข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน “เคลม” ไม่สามารถยื่นเคลมออนไลน์แทนบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของบัญชีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันได้ หากบริษัทฯ พบว่ามีการยื่นเคลมออนไลน์แทนบุคคลอื่น บริษัทฯ จะส่งข้อความแจ้งเตือน (Notification) ลบเลขเรื่องรับเคลมที่ได้ทำการยื่นเคลมออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันไปยังเจ้าของบัญชีผู้ใช้งาน
ผู้เอาประกันภัยสามารถดูประวัติการจ่ายเคลมของเรื่องที่ยื่นเคลมผ่านทุกช่องทางของบริษัทฯ ได้ที่แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม > เลือก Tab ประวัติการจ่ายเคลม จะแสดงสถานะ อนุมัติจ่าย คือ ขั้นตอนที่บริษัทฯ แจ้งผลการพิจารณาสินไหม และสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางต่างๆ ที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถเลือกดูสรุปการจ่ายเคลมของเรื่องที่ยื่นเคลม หรือดูรายละเอียดการเคลมแยกตามกรมธรรม์ได้
ผู้เอาประกันภัยสามารถดูประวัติการจ่ายเคลมในทุกช่องทางการยื่นเคลม โดยเลือกย้อนหลังได้สูงสุด 1 ปี นับตั้งแต่เดือนที่เข้าแอปพลิเคชันล่าสุดโดยจะแสดงข้อมูลตามเลขรับเรื่องเคลม ข้อมูลการเกิดเหตุ วันที่เกิดเหตุ สถานพยาบาลที่เข้ารักษา จำนวนเงินที่อนุมัติ ช่องทางการรับเงิน ทั้งนี้เลขเรื่องรับเคลมที่ยื่นผ่านแอปพลิเคชันจะมีข้อความแสดง “ช่องทางออนไลน์” กำกับ
กรณียื่นเคลมผ่านช่องทางอื่นๆ ผู้เอาประกันภัยสามารถติดตามสถานะการจ่ายเงินสินไหมจากบริษัทฯ ได้จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม เลือก Tab ประวัติการจ่ายเคลม จะแสดงช่องทางการรับเงินต่างๆ ดังนี้
1) เช็ค/ ดราฟท์ จะแสดงเลขติดตามไปรษณีย์ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถกดคัดลอก และติดตามสถานะการส่งผ่านเว็บไซต์ไปรษณีย์ไทย
2) 7-Eleven คุณสามารถนำข้อความ SMS ที่ได้รับผ่านโทรศัพท์มือถือ พร้อมหลักฐานบัตรประชาชน รับเงินได้ที่ 7-Eleven ภายใน 5 วันหลังจากได้รับ SMS (จำนวนเงินอนุมัติไม่เกิน 10,000 บาท)
3) สาขาไทยประกันชีวิต ผู้เอาประกันภัยสามารถรับเงินสินไหมได้ที่ทำการสาขาทั่วประเทศ
ผู้เอาประกันภัยสามารถตรวจสอบสถานะของเรื่องที่ยื่นเคลมผ่านทุกช่องทางของบริษัทฯ ได้ที่แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > ประวัติการเคลม > เลือก Tab กำลังดำเนินการ จะแสดงสถานะการเคลมของผู้เอาประกันภัย ดังนี้
- อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ เริ่มตั้งแต่ผู้เอาประกันภัยทำรายการยื่นเคลมและมีเลขรับเรื่องเคลมแล้ว แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนงานที่ยังไม่ได้รับผลการพิจารณาสินไหมจากบริษัทฯ
- ขอเอกสารเพิ่มเติม คือ เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ที่บริษัทฯ ต้องขอเอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา
- อนุมัติรอดำเนินการจ่ายเงิน คือ การพิจารณาอนุมัติจ่ายสินไหม ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนทำการจ่ายเงินสินไหม
คือการนําเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยกันได้แบบ Real-time เช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านระบบ VDO conference ที่สามารถมองเห็นหน้าและสนทนากันได้ทั้ง 2 ฝ่ายโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ ง่าย สะดวกสบาย ประหยัดเวลา ทั้งยังได้รับบริการเหมือนกับการมารับบริการด้วยตัวเองที่สถานพยาบาล
1) ให้ความคุ้มครองสำหรับ ผู้เอาประกันภัยที่มีสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ OPD ประกันภัยรายบุคคล และประกันภัยรายกลุ่ม
2) ให้บริการปรึกษาทางออนไลน์สำหรับ โรคทั่วไปที่แพทย์มีความเห็นว่าสามารถรักษาได้ด้วยบริการ Telemedicine
3)ครอบคลุมการรับการปรึกษาจากแพทย์ การสั่งจ่ายยา และการจัดส่งยาถึงบ้าน* โดยผู้เอาประกันภัยไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายา
4)จ่ายผลประโยชน์ตามค่าใช้จ่ายจริง ได้แก่ ค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ไม่เกินผลประโยชน์ที่ระบุตามตารางผลประโยชน์ ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์
* ไม่คุ้มครองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและขนส่งต่างๆ เช่น การเดินทางของบุคลากรทางการแพทย์และการจัดส่ง (ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ สิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเอกสารต่างๆ) เป็นต้น
หากกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัยมีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก บริษัทฯ จะให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษา และค่ายาจากการรับการรักษาโดย Telemedicine บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลใดๆ ที่อยู่นอกเหนือความคุ้มครองของกรมธรรม์ โดยผู้ใช้บริการจะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนเกินดังกล่าวให้แก่สถานพยาบาลโดยตรง ทั้งนี้บริษัทฯ มีสิทธิ์ในการปฏิเสธค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด หรือข้อกำหนดและเงื่อนไขตามแบบกรมธรรม์
**บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการนี้ได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
เลือกเมนูปรึกษาแพทย์ออนไลน์ > ระบบตรวจสอบสิทธิ์สัญญาเพิ่มเติมความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก > กดยอมรับเงื่อนไขการใช้งานปรึกษาเเพทย์ออนไลน์ > ระบบเชื่อมต่อไปยังโรงพยาบาลซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเเจ้งข้อมูลกับพยาบาล ผ่าน Video conference ก่อนปรึกษาเเพทย์ > เริ่มใช้บริการปรึกษาเเพทย์ออนไลน์ > เสร็จสิ้นการใช้บริการ
*สรุปค่าใช้จ่ายหากมีส่วนเกินจากสิทธิ์จากการใช้บริการ หรือ กรณีผู้ที่ใช้บริการไม่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก และ สมัครใจใช้บริการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้แก่สถานพยาบาลโดยตรง
กรณีที่บริษัทฯ ได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลแทนผู้ใช้บริการไปก่อนหากตรวจสอบในภายหลังพบว่าอยู่นอกเหนือความคุ้มครองของกรมธรรม์ ผู้ใช้บริการยินยอมที่จะชำระเงินทั้งสิ้นคืนแก่บริษัทฯ ภายใน 7 วันนับจากวันที่ได้รับคำบอกกล่าวจากบริษัทฯ
ผู้ใช้บริการสามารถชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลที่ทำการรักษาโดยตรงผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น ผ่านบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต
ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง (ยกเว้นช่วงเวลาปิดปรับปรุงระบบ)
สามารถดูได้จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > เลือก Tab ประวัติการเคลม จะแสดงสถานะ อนุมัติจ่าย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่บริษัทฯ แจ้งผลการพิจารณาสินไหม และสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางต่างๆ ที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถเลือกดูสรุปการจ่ายเคลมของเรื่องที่ยื่นเคลม หรือดูรายละเอียดการเคลมแยกตามกรมธรรม์ได้
บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์
คือการนําเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยกันได้แบบ Real-time เช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านระบบ VDO conference ที่สามารถมองเห็นหน้าและสนทนากันได้ทั้ง 2 ฝ่ายโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ ง่าย สะดวกสบาย ประหยัดเวลา ทั้งยังได้รับบริการเหมือนกับการมารับบริการด้วยตัวเองที่สถานพยาบาล
1) ให้ความคุ้มครองสำหรับ ผู้เอาประกันภัยที่มีสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ OPD ประกันภัยรายบุคคล และประกันภัยรายกลุ่ม
2) ให้บริการปรึกษาทางออนไลน์สำหรับ โรคทั่วไปที่แพทย์มีความเห็นว่าสามารถรักษาได้ด้วยบริการ Telemedicine
3)ครอบคลุมการรับการปรึกษาจากแพทย์ การสั่งจ่ายยา และการจัดส่งยาถึงบ้าน* โดยผู้เอาประกันภัยไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายา
4)จ่ายผลประโยชน์ตามค่าใช้จ่ายจริง ได้แก่ ค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ไม่เกินผลประโยชน์ที่ระบุตามตารางผลประโยชน์ ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์
* ไม่คุ้มครองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและขนส่งต่างๆ เช่น การเดินทางของบุคลากรทางการแพทย์และการจัดส่ง (ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ สิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเอกสารต่างๆ) เป็นต้น
หากกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัยมีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก บริษัทฯ จะให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษา และค่ายาจากการรับการรักษาโดย Telemedicine บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลใดๆ ที่อยู่นอกเหนือความคุ้มครองของกรมธรรม์ โดยผู้ใช้บริการจะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนเกินดังกล่าวให้แก่สถานพยาบาลโดยตรง ทั้งนี้บริษัทฯ มีสิทธิ์ในการปฏิเสธค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด หรือข้อกำหนดและเงื่อนไขตามแบบกรมธรรม์
**บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการนี้ได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
เลือกเมนูปรึกษาแพทย์ออนไลน์ > ระบบตรวจสอบสิทธิ์สัญญาเพิ่มเติมความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก > กดยอมรับเงื่อนไขการใช้งานปรึกษาเเพทย์ออนไลน์ > ระบบเชื่อมต่อไปยังโรงพยาบาลซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเเจ้งข้อมูลกับพยาบาล ผ่าน Video conference ก่อนปรึกษาเเพทย์ > เริ่มใช้บริการปรึกษาเเพทย์ออนไลน์ > เสร็จสิ้นการใช้บริการ
*สรุปค่าใช้จ่ายหากมีส่วนเกินจากสิทธิ์จากการใช้บริการ หรือ กรณีผู้ที่ใช้บริการไม่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก และ สมัครใจใช้บริการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้แก่สถานพยาบาลโดยตรง
กรณีที่บริษัทฯ ได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลแทนผู้ใช้บริการไปก่อนหากตรวจสอบในภายหลังพบว่าอยู่นอกเหนือความคุ้มครองของกรมธรรม์ ผู้ใช้บริการยินยอมที่จะชำระเงินทั้งสิ้นคืนแก่บริษัทฯ ภายใน 7 วันนับจากวันที่ได้รับคำบอกกล่าวจากบริษัทฯ
ผู้ใช้บริการสามารถชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลที่ทำการรักษาโดยตรงผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น ผ่านบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต
ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง (ยกเว้นช่วงเวลาปิดปรับปรุงระบบ)
สามารถดูได้จากหน้าหลัก เลือกเมนู เคลม > เลือก Tab ประวัติการเคลม จะแสดงสถานะ อนุมัติจ่าย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่บริษัทฯ แจ้งผลการพิจารณาสินไหม และสั่งจ่ายเงินสินไหมผ่านช่องทางต่างๆ ที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถเลือกดูสรุปการจ่ายเคลมของเรื่องที่ยื่นเคลม หรือดูรายละเอียดการเคลมแยกตามกรมธรรม์ได้
โครงการที่ส่งเสริมให้ผู้เอาประกันภัยมีสุขภาพที่ดี โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตามที่บริษัทฯ กำหนด เพื่อสะสมคะแนนจากการทำกิจกรรม สำหรับใช้เป็นส่วนลดเพิ่มเติมของเบี้ยประกันภัยในการชำระเบี้ยฯ งวดถัดไป สูงสุด 30% ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่สมาชิกถือครอง
เพียงซื้อแบบประกันไทยไลฟ์ฟิต 80/80 หรือ แบบประกันหลักใดๆ ตามเงื่อนไขของบริษัทฯ พร้อมแนบสัญญาเพิ่มเติมแบบใดแบบหนึ่ง ที่เข้าโครงการไทยประกันชีวิต ไลฟ์ฟิต ซึ่งประกอบด้วย
สัญญาเพิ่มเติมกลุ่ม 1 (กลุ่มโรคร้ายแรง)
1) สัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองการเสียชีวิต และ ค่ารักษาพยาบาลรายวันจากโรคร้ายแรง 2 (สร.2)
2) สัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง 48 โรค (ทร.48)
สัญญาเพิ่มเติมกลุ่ม 2 (กลุ่มประกันชดเชยรายได้)
1) สัญญาเพิ่มเติม ค่ารักษาพยาบาลรายวัน (รพ.)
สัญญาเพิ่มเติมกลุ่ม 3 (กลุ่มประกันสุขภาพมาตรฐานใหม่)
1) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ แบบเฮลท์ ฟิต ดีดี และบันทึกสลักหลัง การขยายความคุ้มครองสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก การทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด (OP5)
2) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ เฮลท์ ฟิต อัลตร้า
3) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ แบบเฮลท์ ฟิต 99
4) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ แบบเฮลท์ ฟิต 99 รีฟันด์ พลัส
ผู้เอาประกันภัยสามารถกดเข้าเมนู “ไลฟ์ฟิต” และกดเลือก “เชื่อมต่ออุปกรณ์” ได้ทันทีโดยเลือกเชื่อมต่อกับ
- Apple Health
- Google Fit
- Garmin
- Fitbit
- Strava
การสะสมคะแนนได้มาจากการทำกิจกรรมตามหลักการ Circle of Wellness ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพทางกาย สุขภาพทางจิตใจ ความมั่นคงทางการเงินและการแบ่งปัน ดังนี้
1) การทำแบบประเมิน
2) การส่งผลตรวจสุขภาพ
3) การส่งใบรับรองการฉีดวัคซีน
4) การส่งผลตรวจพิเศษ
5) การส่งใบเสร็จอาหารเพื่อสุขภาพ
6) การส่งข้อมูลการออกกำลังกาย
7) การเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ
ติดต่อไทยประกันชีวิตแคร์เซ็นเตอร์ โทรเบอร์ 1124 กด 7 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 - 21.00 น.
สมาชิกไลฟ์ฟิต สามารถกดรับสิทธิพิเศษได้เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมและทำกิจกรรม Challenge สำเร็จ หรือ กดรับสิทธิพิเศษอื่นๆ ได้จากเมนู “สิทธิพิเศษสำหรับคุณ”
คะแนนสะสมไลฟ์ฟิตใช้เพื่อปรับระดับสถานภาพสมาชิกโครงการไทยประกันชีวิตไลฟ์ฟิต ในการรับสิทธิพิเศษจากโครงการตามระดับสถานภาพสมาชิกนั้นๆ ดังนี้
1) เพื่อรับส่วนลดเบี้ยประกันภัยงวดถัดไปที่เพิ่มขึ้น สูงสุด 30% (ขี้นอยู่กับแบบประกันที่ถือครอง)
2) เพื่อรับโบนัสสุขภาพ ซึ่งเป็นเงินคืนระหว่างสัญญาทุกๆ 3 ปี สูงสุด 18% (เฉพาะแบบประกัน ไทยไลฟ์ฟิต 80/80)
มีทั้งหมด 5 ระดับ ดังนี้
- START FIT/ STAY FIT/ STEP FIT/ STRONG FIT และ SUPER FIT
โครงการไทยประกันชีวิต ไลฟ์ฟิต
โครงการที่ส่งเสริมให้ผู้เอาประกันภัยมีสุขภาพที่ดี โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตามที่บริษัทฯ กำหนด เพื่อสะสมคะแนนจากการทำกิจกรรม สำหรับใช้เป็นส่วนลดเพิ่มเติมของเบี้ยประกันภัยในการชำระเบี้ยฯ งวดถัดไป สูงสุด 30% ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่สมาชิกถือครอง
เพียงซื้อแบบประกันไทยไลฟ์ฟิต 80/80 หรือ แบบประกันหลักใดๆ ตามเงื่อนไขของบริษัทฯ พร้อมแนบสัญญาเพิ่มเติมแบบใดแบบหนึ่ง ที่เข้าโครงการไทยประกันชีวิต ไลฟ์ฟิต ซึ่งประกอบด้วย
สัญญาเพิ่มเติมกลุ่ม 1 (กลุ่มโรคร้ายแรง)
1) สัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองการเสียชีวิต และ ค่ารักษาพยาบาลรายวันจากโรคร้ายแรง 2 (สร.2)
2) สัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง 48 โรค (ทร.48)
สัญญาเพิ่มเติมกลุ่ม 2 (กลุ่มประกันชดเชยรายได้)
1) สัญญาเพิ่มเติม ค่ารักษาพยาบาลรายวัน (รพ.)
สัญญาเพิ่มเติมกลุ่ม 3 (กลุ่มประกันสุขภาพมาตรฐานใหม่)
1) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ แบบเฮลท์ ฟิต ดีดี และบันทึกสลักหลัง การขยายความคุ้มครองสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก การทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด (OP5)
2) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ เฮลท์ ฟิต อัลตร้า
3) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ แบบเฮลท์ ฟิต 99
4) สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ แบบเฮลท์ ฟิต 99 รีฟันด์ พลัส
ผู้เอาประกันภัยสามารถกดเข้าเมนู “ไลฟ์ฟิต” และกดเลือก “เชื่อมต่ออุปกรณ์” ได้ทันทีโดยเลือกเชื่อมต่อกับ
- Apple Health
- Google Fit
- Garmin
- Fitbit
- Strava
การสะสมคะแนนได้มาจากการทำกิจกรรมตามหลักการ Circle of Wellness ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพทางกาย สุขภาพทางจิตใจ ความมั่นคงทางการเงินและการแบ่งปัน ดังนี้
1) การทำแบบประเมิน
2) การส่งผลตรวจสุขภาพ
3) การส่งใบรับรองการฉีดวัคซีน
4) การส่งผลตรวจพิเศษ
5) การส่งใบเสร็จอาหารเพื่อสุขภาพ
6) การส่งข้อมูลการออกกำลังกาย
7) การเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ
ติดต่อไทยประกันชีวิตแคร์เซ็นเตอร์ โทรเบอร์ 1124 กด 7 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 - 21.00 น.
สมาชิกไลฟ์ฟิต สามารถกดรับสิทธิพิเศษได้เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมและทำกิจกรรม Challenge สำเร็จ หรือ กดรับสิทธิพิเศษอื่นๆ ได้จากเมนู “สิทธิพิเศษสำหรับคุณ”
คะแนนสะสมไลฟ์ฟิตใช้เพื่อปรับระดับสถานภาพสมาชิกโครงการไทยประกันชีวิตไลฟ์ฟิต ในการรับสิทธิพิเศษจากโครงการตามระดับสถานภาพสมาชิกนั้นๆ ดังนี้
1) เพื่อรับส่วนลดเบี้ยประกันภัยงวดถัดไปที่เพิ่มขึ้น สูงสุด 30% (ขี้นอยู่กับแบบประกันที่ถือครอง)
2) เพื่อรับโบนัสสุขภาพ ซึ่งเป็นเงินคืนระหว่างสัญญาทุกๆ 3 ปี สูงสุด 18% (เฉพาะแบบประกัน ไทยไลฟ์ฟิต 80/80)
มีทั้งหมด 5 ระดับ ดังนี้
- START FIT/ STAY FIT/ STEP FIT/ STRONG FIT และ SUPER FIT
คือ การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์และการเดินทาง ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ทั่วโลก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เอกสิทธิ์พิเศษสำหรับผู้เอาประกันภัยที่ถือกรมธรรม์ประเภทรายบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 65 ปีและกรมธรรม์ยังคงมีผลบังคับ
ยกเว้น ผู้เอาประกันภัยของกรมธรรม์ประเภทประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือ PA อ่านขอบเขตและเงื่อนไขการใช้บริการเพิ่มเติมได้ที่เมนูไทยประกันชีวิตฮอตไลน์
กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งใช้บริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ได้ที่หมายเลข 02-205-7714
กรณีเดินทางไปต่างประเทศ ผู้เอาประกันภัยจะต้องลงทะเบียนก่อนการเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน โดยมีเงื่อนไขการคุ้มครองการเดินทางไม่เกิน 90 วัน ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
1) ผ่าน Mobile Application : แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต
2) ศูนย์บริการข้อมูลผู้เอาประกันภัย หมายเลข 1124 กด 2 ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 21.00 น.
3) ทางเว็บไซต์ www.thailife.com/ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์
*กรณีผู้เอาประกันภัยที่ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ www.thailife.com/ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ หรือ แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตและพบว่าขั้นตอนการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ หรือไม่สามารถจะดำเนินการได้ อันเนื่องมาจากปัญหาของสัญญาณ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เกิดขึ้นของผู้เอาประกันภัย หรือของบริษัทฯ ผู้เอาประกันภัยจะต้องลงทะเบียนผ่านหมายเลข 1124 กด 2 ตามเงื่อนไขที่กำหนดอีกครั้งหนึ่ง จึงจะถือว่าเป็นการลงทะเบียนที่สมบูรณ์
ไม่สามารถทำได้ เพราะแพทย์ประจำศูนย์ฯ ฮอตไลน์จะตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลที่เหมาะสมให้แก่ผู้เอาประกันภัยภายใต้เหตุผล ดังนี้
- อาการผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤต จึงต้องหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดซึ่งพร้อมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม
- กรณีไม่มีโรงพยาบาลใกล้เคียงที่ให้การรักษาได้และต้องเคลื่อนย้ายโดยด่วน ทางศูนย์ฯ ฮอตไลน์อาจพิจารณาเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่ประจำแต่ละภูมิภาคหรือย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะการคลอดบุตรไม่ใช่อาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคภัย หรืออุบัติเหตุ
บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมอบให้เฉพาะกรณีมีความจำเป็นทางการแพทย์เท่านั้น ดังนั้นความต้องการ หรือความจำเป็นในด้านอื่นๆ จึงอยู่นอกขอบข่ายที่จะได้รับบริการ
บริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภายใต้การดำเนินงานโดยศูนย์ฯ ฮอตไลน์เท่านั้น
บริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเท่านั้น สำหรับค่ารักษาพยาบาลหากผู้เอาประกันภัยซื้อสัญญาพิเศษเพิ่มเติมที่มีความคุ้มครองครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาล ก็สามารถนำมาเบิกค่าสินไหมทดแทนคืนกับบริษัทฯ ได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา
บริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ในต่างประเทศขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้เอาประกันภัยที่แจ้งลงทะเบียนรายงานตัวก่อนการเดินทางล่วงหน้า 3 วันเท่านั้น
บริการนี้จะไม่คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายที่เกิดจากโรคหรือความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นอยู่ก่อน (Pre-existing Condition) วันที่เดินทางไปต่างประเทศ
โครงการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์
คือ การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์และการเดินทาง ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ทั่วโลก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เอกสิทธิ์พิเศษสำหรับผู้เอาประกันภัยที่ถือกรมธรรม์ประเภทรายบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 65 ปีและกรมธรรม์ยังคงมีผลบังคับ
ยกเว้น ผู้เอาประกันภัยของกรมธรรม์ประเภทประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือ PA อ่านขอบเขตและเงื่อนไขการใช้บริการเพิ่มเติมได้ที่เมนูไทยประกันชีวิตฮอตไลน์
กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งใช้บริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ได้ที่หมายเลข 02-205-7714
กรณีเดินทางไปต่างประเทศ ผู้เอาประกันภัยจะต้องลงทะเบียนก่อนการเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน โดยมีเงื่อนไขการคุ้มครองการเดินทางไม่เกิน 90 วัน ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
1) ผ่าน Mobile Application : แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต
2) ศูนย์บริการข้อมูลผู้เอาประกันภัย หมายเลข 1124 กด 2 ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 21.00 น.
3) ทางเว็บไซต์ www.thailife.com/ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์
*กรณีผู้เอาประกันภัยที่ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ www.thailife.com/ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ หรือ แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตและพบว่าขั้นตอนการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ หรือไม่สามารถจะดำเนินการได้ อันเนื่องมาจากปัญหาของสัญญาณ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เกิดขึ้นของผู้เอาประกันภัย หรือของบริษัทฯ ผู้เอาประกันภัยจะต้องลงทะเบียนผ่านหมายเลข 1124 กด 2 ตามเงื่อนไขที่กำหนดอีกครั้งหนึ่ง จึงจะถือว่าเป็นการลงทะเบียนที่สมบูรณ์
ไม่สามารถทำได้ เพราะแพทย์ประจำศูนย์ฯ ฮอตไลน์จะตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลที่เหมาะสมให้แก่ผู้เอาประกันภัยภายใต้เหตุผล ดังนี้
- อาการผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤต จึงต้องหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดซึ่งพร้อมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม
- กรณีไม่มีโรงพยาบาลใกล้เคียงที่ให้การรักษาได้และต้องเคลื่อนย้ายโดยด่วน ทางศูนย์ฯ ฮอตไลน์อาจพิจารณาเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่ประจำแต่ละภูมิภาคหรือย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะการคลอดบุตรไม่ใช่อาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคภัย หรืออุบัติเหตุ
บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมอบให้เฉพาะกรณีมีความจำเป็นทางการแพทย์เท่านั้น ดังนั้นความต้องการ หรือความจำเป็นในด้านอื่นๆ จึงอยู่นอกขอบข่ายที่จะได้รับบริการ
บริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภายใต้การดำเนินงานโดยศูนย์ฯ ฮอตไลน์เท่านั้น
บริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเท่านั้น สำหรับค่ารักษาพยาบาลหากผู้เอาประกันภัยซื้อสัญญาพิเศษเพิ่มเติมที่มีความคุ้มครองครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาล ก็สามารถนำมาเบิกค่าสินไหมทดแทนคืนกับบริษัทฯ ได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา
บริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ในต่างประเทศขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้เอาประกันภัยที่แจ้งลงทะเบียนรายงานตัวก่อนการเดินทางล่วงหน้า 3 วันเท่านั้น
บริการนี้จะไม่คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายที่เกิดจากโรคหรือความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นอยู่ก่อน (Pre-existing Condition) วันที่เดินทางไปต่างประเทศ
โครงการที่ส่งมอบสุขภาพดีแบบครบวงจรให้กับลูกค้าคนสำคัญ ผ่านการนำเสนอสิทธิพิเศษที่บริษัทฯ คัดสรรเป็นอย่างดี เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดภายใต้การดูแลของบริษัท ไทยประกันชีวิต โดยแบ่งเป็น 3 แคมเปญภายใต้โครงการฯ ได้แก่ ไทยประกันชีวิต INFINITE ไทยประกันชีวิต ULTIMATE และไทยประกันชีวิต PRIME
การกำหนดระดับสมาชิกไทยประกันชีวิต Privilege จะคำนวณจากเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปี ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) ไทยประกันชีวิต INFINITE ผู้เอาประกันภัยที่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปีตั้งแต่ 250,000 บาทขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ Platinum/ Gold/ Silver/ Classic
2) ไทยประกันชีวิต ULTIMATE ผู้เอาประกันภัยที่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปีตั้งแต่ 100,000 - 249,999 บาท
3) ไทยประกันชีวิต PRIME ผู้เอาประกันภัยที่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปีตั้งแต่ 1 - 99,999 บาท
พิจารณาตามยอดเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปี ซึ่งรวมทุกกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไขการคำนวณเบี้ยประกันภัยตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยคำนวณเบี้ยประกันภัยจากกรมธรรม์ประกันชีวิตรายบุคคลทุกประเภท
ยกเว้น กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุรายบุคคล กรมธรรม์กลุ่มคุ้มครองสินเชื่อ กรมธรรม์กลุ่มทุกแบบ
การพิจารณาต่อสถานะสมาชิกแคมเปญ บริษัทฯ จะดำเนินการตรวจสอบ ในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี โดยการต่อสถานะสมาชิกจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยในระหว่างปีจะไม่มีการปรับเพิ่ม หรือลดระดับสมาชิก
สิทธิพิเศษที่สมาชิกจะได้รับ มีความหลากหลาย อาทิ
1) สิทธิพิเศษด้านสุขภาพ
2) สิทธิพิเศษด้านบันเทิงและท่องเที่ยว
3) สิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์
4) บริการพิเศษจากไทยประกันชีวิต
หมายเหตุ รายละเอียดและสิทธิพิเศษที่สมาชิกได้รับจะแตกต่างกันตามระดับสมาชิกแคมเปญ
ไทยประกันชีวิต Privilege
โครงการที่ส่งมอบสุขภาพดีแบบครบวงจรให้กับลูกค้าคนสำคัญ ผ่านการนำเสนอสิทธิพิเศษที่บริษัทฯ คัดสรรเป็นอย่างดี เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดภายใต้การดูแลของบริษัท ไทยประกันชีวิต โดยแบ่งเป็น 3 แคมเปญภายใต้โครงการฯ ได้แก่ ไทยประกันชีวิต INFINITE ไทยประกันชีวิต ULTIMATE และไทยประกันชีวิต PRIME
การกำหนดระดับสมาชิกไทยประกันชีวิต Privilege จะคำนวณจากเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปี ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) ไทยประกันชีวิต INFINITE ผู้เอาประกันภัยที่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปีตั้งแต่ 250,000 บาทขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ Platinum/ Gold/ Silver/ Classic
2) ไทยประกันชีวิต ULTIMATE ผู้เอาประกันภัยที่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปีตั้งแต่ 100,000 - 249,999 บาท
3) ไทยประกันชีวิต PRIME ผู้เอาประกันภัยที่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปีตั้งแต่ 1 - 99,999 บาท
พิจารณาตามยอดเบี้ยประกันภัยรวมทุกกรมธรรม์ต่อปี ซึ่งรวมทุกกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไขการคำนวณเบี้ยประกันภัยตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยคำนวณเบี้ยประกันภัยจากกรมธรรม์ประกันชีวิตรายบุคคลทุกประเภท
ยกเว้น กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุรายบุคคล กรมธรรม์กลุ่มคุ้มครองสินเชื่อ กรมธรรม์กลุ่มทุกแบบ
การพิจารณาต่อสถานะสมาชิกแคมเปญ บริษัทฯ จะดำเนินการตรวจสอบ ในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี โดยการต่อสถานะสมาชิกจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยในระหว่างปีจะไม่มีการปรับเพิ่ม หรือลดระดับสมาชิก
สิทธิพิเศษที่สมาชิกจะได้รับ มีความหลากหลาย อาทิ
1) สิทธิพิเศษด้านสุขภาพ
2) สิทธิพิเศษด้านบันเทิงและท่องเที่ยว
3) สิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์
4) บริการพิเศษจากไทยประกันชีวิต
หมายเหตุ รายละเอียดและสิทธิพิเศษที่สมาชิกได้รับจะแตกต่างกันตามระดับสมาชิกแคมเปญ
เป็นฟีเจอร์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ง่ายๆผ่านการสแกนใบหน้า และระบบจะประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI โดยฟีเจอร์นี้จะเป็นการประเมินค่าสุขภาพเบื้องต้นทั้งหมด 9 ค่า ดังนี้
1) คะแนนรวมสุขภาพ
2) อัตราการเต้นของหัวใจ
3) ความดันโลหิต
4) อัตราการหายใจ
5) ดัชนีมวลกาย (BMI)
6) อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง
7) ดัชนีรูปร่าง
8) ความเครียด
9) อายุผิวหน้า
ประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดย NuraLogix Corporation โดยค่าสุขภาพที่วัดได้จากการใช้ฟีเจอร์สแกนใบหน้าเป็นเพียงค่าประมาณการเท่านั้น ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้จากหลายสาเหตุ
สามารถกดเข้าใช้งานได้ที่เมนู My Wellness ที่เป็นเมนูลำดับที่ 1 ใน Wellness Section (สุขภาพดีสำหรับคุณ) ในหน้าหลักของแอปพลิชันไทยประกันชีวิต
ค่าสุขภาพที่วัดได้จากการสแกนใบหน้านี้ไม่สามารถใช้อ้างอิงว่าเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ หรือการวินิจฉัยโรคใดๆ การใช้ฟีเจอร์นี้ไม่ถือเป็นการสร้างหรือก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในฐานะแพทย์กับคนไข้ นักกายภาพบำบัดกับคนไข้ หรือความสัมพันธ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ ระหว่างบริษัทฯกับผู้ใช้บริการ
ค่าสุขภาพที่วัดได้จากการสแกนใบหน้าจะไม่มีผลต่อการคำนวณเบี้ยประกันภัยของผู้ใช้บริการและจะไม่ถูกใช้ในการส่งเสริมทางการตลาด
- IOS ให้ไปที่การตั้งค่า (Setting) -> ค้นหาแอปพลิเคชัน Thai Life Insurance -> อนุญาตให้ Thai Life Insurance เข้าถึง -> รูปภาพ -> รูปภาพทั้งหมด -> อนุญาตการเข้าถึงกล้อง
- Android ให้ไปที่การตั้งค่า (Setting) -> แอป -> ค้นหาแอปพลิเคชัน Thai Life Insurance -> การอนุญาต -> ไฟล์และสื่อ -> อนุญาตให้เข้าถึงสื่อเท่านั้น -> กล้องถ่ายรูป ->อนุญาตขณะมีการใช้แอปเท่านั้น
กลุ่มลูกค้าไทยประกันชีวิตทุกคน บนแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตที่ได้รับอนุมัติกรรมธรรม์แล้ว และผู้ใช้บริการที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป, น้ำหนักตั้งแต่ 30 กิโลกรัมขึ้นไป และส่วนสูงตั้งแต่ 120 เซนติเมตรขึ้นไป
ระบบจะขึ้นว่าสิทธิ์ถูกใช้ครบจำนวนแล้ว และผู้ใช้บริการจะได้สิทธิ์คืน ภายใน 10 นาที
ไม่สามารถดูค่าผลลัพธ์การสแกนใบหน้าย้อนหลังได้ แต่ระบบระบบจะทำการบันทึกรูปภาพผลลัพธ์ลงเครื่องให้โดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้บริการทำการสแกนใบหน้าสำเร็จ
ผู้ใช้บริการ ไม่สามารถโอนสิทธิ์คงเหลือในเดือนนั้นๆ ไปยังเดือนถัดไปได้
ฟีเจอร์สแกนใบหน้า (Vital Scan)
เป็นฟีเจอร์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ง่ายๆผ่านการสแกนใบหน้า และระบบจะประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI โดยฟีเจอร์นี้จะเป็นการประเมินค่าสุขภาพเบื้องต้นทั้งหมด 9 ค่า ดังนี้
1) คะแนนรวมสุขภาพ
2) อัตราการเต้นของหัวใจ
3) ความดันโลหิต
4) อัตราการหายใจ
5) ดัชนีมวลกาย (BMI)
6) อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง
7) ดัชนีรูปร่าง
8) ความเครียด
9) อายุผิวหน้า
ประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดย NuraLogix Corporation โดยค่าสุขภาพที่วัดได้จากการใช้ฟีเจอร์สแกนใบหน้าเป็นเพียงค่าประมาณการเท่านั้น ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้จากหลายสาเหตุ
สามารถกดเข้าใช้งานได้ที่เมนู My Wellness ที่เป็นเมนูลำดับที่ 1 ใน Wellness Section (สุขภาพดีสำหรับคุณ) ในหน้าหลักของแอปพลิชันไทยประกันชีวิต
ค่าสุขภาพที่วัดได้จากการสแกนใบหน้านี้ไม่สามารถใช้อ้างอิงว่าเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ หรือการวินิจฉัยโรคใดๆ การใช้ฟีเจอร์นี้ไม่ถือเป็นการสร้างหรือก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในฐานะแพทย์กับคนไข้ นักกายภาพบำบัดกับคนไข้ หรือความสัมพันธ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ ระหว่างบริษัทฯกับผู้ใช้บริการ
ค่าสุขภาพที่วัดได้จากการสแกนใบหน้าจะไม่มีผลต่อการคำนวณเบี้ยประกันภัยของผู้ใช้บริการและจะไม่ถูกใช้ในการส่งเสริมทางการตลาด
- IOS ให้ไปที่การตั้งค่า (Setting) -> ค้นหาแอปพลิเคชัน Thai Life Insurance -> อนุญาตให้ Thai Life Insurance เข้าถึง -> รูปภาพ -> รูปภาพทั้งหมด -> อนุญาตการเข้าถึงกล้อง
- Android ให้ไปที่การตั้งค่า (Setting) -> แอป -> ค้นหาแอปพลิเคชัน Thai Life Insurance -> การอนุญาต -> ไฟล์และสื่อ -> อนุญาตให้เข้าถึงสื่อเท่านั้น -> กล้องถ่ายรูป ->อนุญาตขณะมีการใช้แอปเท่านั้น
กลุ่มลูกค้าไทยประกันชีวิตทุกคน บนแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิตที่ได้รับอนุมัติกรรมธรรม์แล้ว และผู้ใช้บริการที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป, น้ำหนักตั้งแต่ 30 กิโลกรัมขึ้นไป และส่วนสูงตั้งแต่ 120 เซนติเมตรขึ้นไป
ระบบจะขึ้นว่าสิทธิ์ถูกใช้ครบจำนวนแล้ว และผู้ใช้บริการจะได้สิทธิ์คืน ภายใน 10 นาที
ไม่สามารถดูค่าผลลัพธ์การสแกนใบหน้าย้อนหลังได้ แต่ระบบระบบจะทำการบันทึกรูปภาพผลลัพธ์ลงเครื่องให้โดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้บริการทำการสแกนใบหน้าสำเร็จ
ผู้ใช้บริการ ไม่สามารถโอนสิทธิ์คงเหลือในเดือนนั้นๆ ไปยังเดือนถัดไปได้
การเพิ่มข้อมูลบัญชีพร้อมเพย์/บัญชีธนาคาร สำหรับรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ โดยข้อมูลบัญชีดังกล่าว จะถูกบันทึกเป็นข้อมูลกลางที่สามารถนำไปใช้ได้กับฟีเจอร์รับเงินคืนระหว่างสัญญาและเคลม
1) กดที่ฟีเจอร์ “ผูกบัญชีรับเงิน” (ผู้เยาว์ไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินเองได้ตามเงื่อนไขกฎหมาย
2) กดยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บริการ
3) เลือกประเภทบัญชี พร้อมเพย์ / บัญชีธนาคาร
4) เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการผูกกับบัญชี
5) ยืนยันข้อมูล
กดปุ่ม ⓘ ในหน้า “บัญชีรับเงิน” ระบบจะแสดงหน้า “คำแนะนำ” โดยแสดงคำแนะนำทั้งหมด 4 คำแนะนำ ดังนี้
1) การเพิ่มข้อมูลบัญชีธนาคารผ่านช่องทางสาขา
2) การแก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อมูลบัญชีธนาคาร
3) การยกเลิกข้อมูลบัญชีธนาคาร
4) เงื่อนไขการใช้บริการ
ฟีเจอร์ผูกบัญชีรับเงิน
การเพิ่มข้อมูลบัญชีพร้อมเพย์/บัญชีธนาคาร สำหรับรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ โดยข้อมูลบัญชีดังกล่าว จะถูกบันทึกเป็นข้อมูลกลางที่สามารถนำไปใช้ได้กับฟีเจอร์รับเงินคืนระหว่างสัญญาและเคลม
1) กดที่ฟีเจอร์ “ผูกบัญชีรับเงิน” (ผู้เยาว์ไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินเองได้ตามเงื่อนไขกฎหมาย
2) กดยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บริการ
3) เลือกประเภทบัญชี พร้อมเพย์ / บัญชีธนาคาร
4) เลือกกรมธรรม์ที่ต้องการผูกกับบัญชี
5) ยืนยันข้อมูล
กดปุ่ม ⓘ ในหน้า “บัญชีรับเงิน” ระบบจะแสดงหน้า “คำแนะนำ” โดยแสดงคำแนะนำทั้งหมด 4 คำแนะนำ ดังนี้
1) การเพิ่มข้อมูลบัญชีธนาคารผ่านช่องทางสาขา
2) การแก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อมูลบัญชีธนาคาร
3) การยกเลิกข้อมูลบัญชีธนาคาร
4) เงื่อนไขการใช้บริการ
Live Chat ฟีเจอร์แชทออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต ด้วยการนำเทคโนโลยี Chat bot ขยายช่องทางในการติดต่อสื่อสาร สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น กับหัวข้อคำตอบที่พร้อมให้บริการ ดังนี้
1) ข้อมูลสาขาไทยประกันชีวิต
2) บริการพิเศษไทยประกันชีวิต
3) บริการตามเงื่อนไขกรมธรรม์
4) บริการด้านเคลม
5) คำถามที่พบบ่อย
วิธีเข้าใช้งาน สามารถเลือกแชทได้ผ่าน 3 ช่องทาง คือ
1) เมนูติดต่อสอบถาม
2) เมนูกรมธรรม์ของฉัน
3) เมนูเคลม
ลูกค้าสามารถเข้ามาสอบถามได้ตลอดเวลา (ยกเว้นช่วงเวลาที่ระบบทำการปิดปรับปรุง เวลา 23.30 ถึง 01.00 น. และ เวลา 05.30 ถึง 06.30 น. ของทุกวัน) โดยมีข้อจำกัดคือหากลูกค้าเข้ามาติดต่อสอบถามในวันและเวลาทำการจะสามารถพูดคุยได้ทั้ง BOT และเจ้าหน้าที่ และหากติดต่อเข้ามานอกเวลาทำการ จะสามารถสอบถามได้เฉพาะ BOT
ลูกค้าสามารถเข้าใช้งาน Live Chat พร้อมกัน 2 Device ได้ แต่การมองเห็นหน้าจอจะแตกต่างกัน เนื่องจากระบบมองเป็นคนละ Coversation ID ดังนั้น 1 Device เท่ากับ 1 ห้องแชท
ฟีเจอร์ Live Chat
Live Chat ฟีเจอร์แชทออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต ด้วยการนำเทคโนโลยี Chat bot ขยายช่องทางในการติดต่อสื่อสาร สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น กับหัวข้อคำตอบที่พร้อมให้บริการ ดังนี้
1) ข้อมูลสาขาไทยประกันชีวิต
2) บริการพิเศษไทยประกันชีวิต
3) บริการตามเงื่อนไขกรมธรรม์
4) บริการด้านเคลม
5) คำถามที่พบบ่อย
วิธีเข้าใช้งาน สามารถเลือกแชทได้ผ่าน 3 ช่องทาง คือ
1) เมนูติดต่อสอบถาม
2) เมนูกรมธรรม์ของฉัน
3) เมนูเคลม
ลูกค้าสามารถเข้ามาสอบถามได้ตลอดเวลา (ยกเว้นช่วงเวลาที่ระบบทำการปิดปรับปรุง เวลา 23.30 ถึง 01.00 น. และ เวลา 05.30 ถึง 06.30 น. ของทุกวัน) โดยมีข้อจำกัดคือหากลูกค้าเข้ามาติดต่อสอบถามในวันและเวลาทำการจะสามารถพูดคุยได้ทั้ง BOT และเจ้าหน้าที่ และหากติดต่อเข้ามานอกเวลาทำการ จะสามารถสอบถามได้เฉพาะ BOT
ลูกค้าสามารถเข้าใช้งาน Live Chat พร้อมกัน 2 Device ได้ แต่การมองเห็นหน้าจอจะแตกต่างกัน เนื่องจากระบบมองเป็นคนละ Coversation ID ดังนั้น 1 Device เท่ากับ 1 ห้องแชท
เมนูเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถดูภาพรวมความคุ้มครองในด้านต่างๆ โดยจะแสดงข้อมูลจะรองรับกับกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับอยู่ (สัญญาหลัก และสัญญาเพิ่มเติม) และตรงตามเงื่อนไขการจัดหมวดหมู่
(Category)
กรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่ม กรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ กรมธรรม์ที่ไม่มีผลบังคับ รวมถึงกรมธรรม์ที่ไม่เข้าเงื่อนไขการจัด Category
สัญญาประกันชีวิต (สัญญาหลัก) เเบ่งเป็น 4 Category เรียงลำดับ ดังนี้
1) เน้นคุ้มครองชีวิต
2) เน้นสะสมทรัพย์
3) เน้นการลงทุน
4) เน้นการเกษียณ
สัญญาเพิ่มเติม และอื่นๆ เเบ่งเป็น 6 Category เรียงลำดับ ดังนี้
1) ค่าห้อง ค่าอาหาร ผู้ป่วยใน
2) ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก
3) ค่าชดเชยรายวันผู้ป่วยใน
4) ความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ
5) ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ
6) โรคร้ายแรง
แถบสีที่แสดงจะกำหนดตามจำนวนเงินเอาประกันภัย/ผลประโยชน์ความคุ้มครองเริ่มต้นที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ
- กรณีหลอดสีฟ้า หมายถึง ผู้ใช้งานมีจำนวนเงินเอาประกันภัย เท่ากับหรือมากกว่า ค่าที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ พร้อมข้อความ “ความคุ้มครองเหมาะสม”
- กรณีหลอดสีส้ม หมายถึง กรณีผู้ใช้งานมีจำนวนเงินเอาประกันภัย น้อยกว่า ค่าที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ พร้อมข้อความ “แนะนำให้เพิ่มความคุ้มครอง”
- กรณีไม่มีหลอด หมายถึง ผู้ใช้งานยังไม่มีความคุ้มครองในด้านนั้นๆ หรือกรมธรรม์ที่มีไม่เข้าเงื่อนไขการแสดงผลความคุ้มครอง พร้อมข้อความ “แนะนำให้เพิ่มความคุ้มครอง”
ข้อความที่แสดงพิจารณาจากจำนวนเงินเอาประกันภัย/ผลประโยชน์ความคุ้มครองเริ่มต้นที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ โดยคำนวณมาจาก 90th Percentile ของจำนวนเงินเอาประกันภัยของลูกค้าไทยประกันชีวิตในแต่ละช่วงอายุที่ซื้อประกันใน Category เดียวกัน โดยแบ่งเป็นช่วงอายุดังนี้
- อายุ 0-5 ปี
- อายุ 6-20 ปี
- อายุ 21-25 ปี
- อายุ 26-35 ปี
- อายุ 36-50 ปี
- อายุ 51-60 ปี
- อายุ 61 ปีขึ้นไป
*อ้างอิงช่วงอายุจากเว็บไซต์ https://product.thailife.com/
ความคุ้มครองเฉลี่ยที่บริษัทฯ แนะนำ ตามแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้ลูกค้าไทยประกันชีวิตมีความคุ้มครองที่เหมาะตามแต่ละช่วงอายุ
ลูกค้าต้องมีกรมธรรม์ที่ซื้อผ่านช่องทางตัวแทนอย่างน้อย 1 กรมธรรม์ และต้องไม่เป็นเคสกำพร้า จะเห็นปุ่ม “ดูแบบประกันเพิ่มเติม” หากลูกค้าไม่มีกรมธรรม์ที่ซื้อผ่านช่องทางตัวแทน เช่น กรมธรรม์ที่ซื้อผ่านช่องทางธนาคาร จะไม่สามารถเห็นปุ่ม “ดูแบบประกันเพิ่มเติม” เพื่อดูแบบประกันที่บริษัทฯ แนะนำได้
กรณีที่กดดูความคุ้มครองจาก Category ใดๆ หากลูกค้ากดปุ่ม “ดูแบบประกันเพิ่มเติม” ระบบจะแสดงแบบประกันที่อยู่ใน Category นั้นๆ ตามที่ลูกค้าเลือก
ไม่สามารถดูได้ เพราะจะเห็นปุ่มดูแบบประกันเพิ่มเติม เมื่อมีตัวแทนดูแลเท่านั้น
- ผู้ใช้งานทุกคนสามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ชาวต่างชาติ ยกเว้นกลุ่ม Pre-account (กรมธรรม์อยู่ระหว่างการพิจารณารับประกัน ซึ่งไม่สามารถเข้าใช้งานฟีเจอร์นี้ได้)
- มี e-mail บันทึกแสดงอยู่ที่หน้าข้อมูลส่วนตัว เพื่อให้สามารถรับเอกสารผ่านทางอีเมลได้ (e-mail ไม่สามารถซ้ำกับบัญชีผู้ใช้งานอื่นได้ 1 e-mail : 1 คน)
- ผู้เยาว์สามารถลงทะเบียนรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ จะต้องมีการให้ข้อมูล e-mail ตัั้งแต่ตอนทำกรมธรรม์เท่านั้น (ระบุแจ้งผ่านเครื่องมือฝ่าย ในขั้นตอนทำใบคำขอ)
- การลงทะเบียนรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการรับเอกสานผ่านทางอีเมลเท่านั้น (ไม่สามารถดูเอกสารผ่านหน้าแอปพลิเคชันได้)
- ปิดการใช้งานฟีเจอร์ลงทะเบียนรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าฟีเจอร์ ลงทะเบียนรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และเลือกแถบเมนู ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-receipt)
การยกเลิกรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นการยกเลิกรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทเอกสารสำหรับทุกกรมธรรม์ ยกเว้นกรมธรรม์ (e-Policy) และใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) และเปลี่ยนการนำส่งเอกสารจากอิเล็กทรอนิกส์เป็นการจัดส่งแบบกระดาษ (ไปรษณีย์) สำหรับทุกประเภทเอกสารและทุกกรมธรรม์
จะมีผลตั้งแต่รอบการจัดส่งเอกสารถัดไป โดยจะเปลี่ยนการนำส่งเอกสารจากอิเล็กทรอนิกส์เป็นการจัดส่งแบบกระดาษ (ไปรษณีย์) สำหรับทุกประเภทเอกสารและทุกกรมธรรม์
ผู้ใช้งานสามารถสมัครได้ทันทีหลังจากการยกเลิกสำเร็จ
กรณีมีการสมัครรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) จะไม่มีการส่งเอกสารผ่านไปรษณีย์
สามารถขอเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ซ้ำได้ โดยติดต่อศูนย์บริการข้อมูลผู้เอาประกันโทร 1124
ไม่สามารถขอซ้ำเป็นรูปแบบกระดาษได้
ไม่สามารถเลือกใช้ e-mail อื่นนอกเหนือจาก e-mail ที่ผูกไว้ ที่หน้า member profile หากมีการเปลี่ยนแปลง e-mail สามารถเปลี่ยนแปลง e-mail ได้ที่เมนูเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ ยกเว้นกรณีผู้เยาว์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนแอปพลิเคชันได้
จะได้รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตามอีเมลที่ระบุอยู่บน member profile
จะได้รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตามอีเมลที่ระบุอยู่บน member profile
บริษัทฯ จะส่งอีเมล โดยใช้ e-mail: no-reply-lifeoperation@thailife.com
จะได้รับเอกสารในรูปแบบไฟล์ PDF โดยมีเงื่อนไขการเปิดใช้งานดังนี้
ใส่รหัส (Password) 8 หลัก (วันเดือนปีเกิดของผู้ถือกรมธรรม์ในรูปแบบ “DDMMYYYY”)
ตัวอย่าง : เกิดวันที่ 01 มกราคม ค.ศ. 1987 รหัส คือ 01011987
DD : วันเกิดของผู้ถือกรมธรรม์ คือ วันที่ 1 ระบุ ‘01’
MM : เดือนเกิดของผู้ถือกรมธรรม์ คือ เดือนมกราคม ระบุ ‘01’
YYYY : ปี ค.ศ. เกิดของผู้ถือกรมธรรม์ คือ ปี 1987 ระบุ ‘1987’
ฟีเจอร์ภาพรวมความคุ้มครอง
เมนูเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถดูภาพรวมความคุ้มครองในด้านต่างๆ โดยจะแสดงข้อมูลจะรองรับกับกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับอยู่ (สัญญาหลัก และสัญญาเพิ่มเติม) และตรงตามเงื่อนไขการจัดหมวดหมู่
(Category)
กรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่ม กรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ กรมธรรม์ที่ไม่มีผลบังคับ รวมถึงกรมธรรม์ที่ไม่เข้าเงื่อนไขการจัด Category
สัญญาประกันชีวิต (สัญญาหลัก) เเบ่งเป็น 4 Category เรียงลำดับ ดังนี้
1) เน้นคุ้มครองชีวิต
2) เน้นสะสมทรัพย์
3) เน้นการลงทุน
4) เน้นการเกษียณ
สัญญาเพิ่มเติม และอื่นๆ เเบ่งเป็น 6 Category เรียงลำดับ ดังนี้
1) ค่าห้อง ค่าอาหาร ผู้ป่วยใน
2) ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก
3) ค่าชดเชยรายวันผู้ป่วยใน
4) ความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ
5) ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ
6) โรคร้ายแรง
แถบสีที่แสดงจะกำหนดตามจำนวนเงินเอาประกันภัย/ผลประโยชน์ความคุ้มครองเริ่มต้นที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ
- กรณีหลอดสีฟ้า หมายถึง ผู้ใช้งานมีจำนวนเงินเอาประกันภัย เท่ากับหรือมากกว่า ค่าที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ พร้อมข้อความ “ความคุ้มครองเหมาะสม”
- กรณีหลอดสีส้ม หมายถึง กรณีผู้ใช้งานมีจำนวนเงินเอาประกันภัย น้อยกว่า ค่าที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ พร้อมข้อความ “แนะนำให้เพิ่มความคุ้มครอง”
- กรณีไม่มีหลอด หมายถึง ผู้ใช้งานยังไม่มีความคุ้มครองในด้านนั้นๆ หรือกรมธรรม์ที่มีไม่เข้าเงื่อนไขการแสดงผลความคุ้มครอง พร้อมข้อความ “แนะนำให้เพิ่มความคุ้มครอง”
ข้อความที่แสดงพิจารณาจากจำนวนเงินเอาประกันภัย/ผลประโยชน์ความคุ้มครองเริ่มต้นที่บริษัทฯ เเนะนำในแต่ละช่วงอายุ โดยคำนวณมาจาก 90th Percentile ของจำนวนเงินเอาประกันภัยของลูกค้าไทยประกันชีวิตในแต่ละช่วงอายุที่ซื้อประกันใน Category เดียวกัน โดยแบ่งเป็นช่วงอายุดังนี้
- อายุ 0-5 ปี
- อายุ 6-20 ปี
- อายุ 21-25 ปี
- อายุ 26-35 ปี
- อายุ 36-50 ปี
- อายุ 51-60 ปี
- อายุ 61 ปีขึ้นไป
*อ้างอิงช่วงอายุจากเว็บไซต์ https://product.thailife.com/
ความคุ้มครองเฉลี่ยที่บริษัทฯ แนะนำ ตามแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้ลูกค้าไทยประกันชีวิตมีความคุ้มครองที่เหมาะตามแต่ละช่วงอายุ
ลูกค้าต้องมีกรมธรรม์ที่ซื้อผ่านช่องทางตัวแทนอย่างน้อย 1 กรมธรรม์ และต้องไม่เป็นเคสกำพร้า จะเห็นปุ่ม “ดูแบบประกันเพิ่มเติม” หากลูกค้าไม่มีกรมธรรม์ที่ซื้อผ่านช่องทางตัวแทน เช่น กรมธรรม์ที่ซื้อผ่านช่องทางธนาคาร จะไม่สามารถเห็นปุ่ม “ดูแบบประกันเพิ่มเติม” เพื่อดูแบบประกันที่บริษัทฯ แนะนำได้
กรณีที่กดดูความคุ้มครองจาก Category ใดๆ หากลูกค้ากดปุ่ม “ดูแบบประกันเพิ่มเติม” ระบบจะแสดงแบบประกันที่อยู่ใน Category นั้นๆ ตามที่ลูกค้าเลือก
ไม่สามารถดูได้ เพราะจะเห็นปุ่มดูแบบประกันเพิ่มเติม เมื่อมีตัวแทนดูแลเท่านั้น
- ผู้ใช้งานทุกคนสามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ชาวต่างชาติ ยกเว้นกลุ่ม Pre-account (กรมธรรม์อยู่ระหว่างการพิจารณารับประกัน ซึ่งไม่สามารถเข้าใช้งานฟีเจอร์นี้ได้)
- มี e-mail บันทึกแสดงอยู่ที่หน้าข้อมูลส่วนตัว เพื่อให้สามารถรับเอกสารผ่านทางอีเมลได้ (e-mail ไม่สามารถซ้ำกับบัญชีผู้ใช้งานอื่นได้ 1 e-mail : 1 คน)
- ผู้เยาว์สามารถลงทะเบียนรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ จะต้องมีการให้ข้อมูล e-mail ตัั้งแต่ตอนทำกรมธรรม์เท่านั้น (ระบุแจ้งผ่านเครื่องมือฝ่าย ในขั้นตอนทำใบคำขอ)
- การลงทะเบียนรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการรับเอกสานผ่านทางอีเมลเท่านั้น (ไม่สามารถดูเอกสารผ่านหน้าแอปพลิเคชันได้)
- ปิดการใช้งานฟีเจอร์ลงทะเบียนรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าฟีเจอร์ ลงทะเบียนรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และเลือกแถบเมนู ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-receipt)
การยกเลิกรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นการยกเลิกรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทเอกสารสำหรับทุกกรมธรรม์ ยกเว้นกรมธรรม์ (e-Policy) และใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) และเปลี่ยนการนำส่งเอกสารจากอิเล็กทรอนิกส์เป็นการจัดส่งแบบกระดาษ (ไปรษณีย์) สำหรับทุกประเภทเอกสารและทุกกรมธรรม์
จะมีผลตั้งแต่รอบการจัดส่งเอกสารถัดไป โดยจะเปลี่ยนการนำส่งเอกสารจากอิเล็กทรอนิกส์เป็นการจัดส่งแบบกระดาษ (ไปรษณีย์) สำหรับทุกประเภทเอกสารและทุกกรมธรรม์
ผู้ใช้งานสามารถสมัครได้ทันทีหลังจากการยกเลิกสำเร็จ
กรณีมีการสมัครรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) จะไม่มีการส่งเอกสารผ่านไปรษณีย์
สามารถขอเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ซ้ำได้ โดยติดต่อศูนย์บริการข้อมูลผู้เอาประกันโทร 1124
ไม่สามารถขอซ้ำเป็นรูปแบบกระดาษได้
ไม่สามารถเลือกใช้ e-mail อื่นนอกเหนือจาก e-mail ที่ผูกไว้ ที่หน้า member profile หากมีการเปลี่ยนแปลง e-mail สามารถเปลี่ยนแปลง e-mail ได้ที่เมนูเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ ยกเว้นกรณีผู้เยาว์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนแอปพลิเคชันได้
จะได้รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตามอีเมลที่ระบุอยู่บน member profile
จะได้รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตามอีเมลที่ระบุอยู่บน member profile
บริษัทฯ จะส่งอีเมล โดยใช้ e-mail: no-reply-lifeoperation@thailife.com
จะได้รับเอกสารในรูปแบบไฟล์ PDF โดยมีเงื่อนไขการเปิดใช้งานดังนี้
ใส่รหัส (Password) 8 หลัก (วันเดือนปีเกิดของผู้ถือกรมธรรม์ในรูปแบบ “DDMMYYYY”)
ตัวอย่าง : เกิดวันที่ 01 มกราคม ค.ศ. 1987 รหัส คือ 01011987
DD : วันเกิดของผู้ถือกรมธรรม์ คือ วันที่ 1 ระบุ ‘01’
MM : เดือนเกิดของผู้ถือกรมธรรม์ คือ เดือนมกราคม ระบุ ‘01’
YYYY : ปี ค.ศ. เกิดของผู้ถือกรมธรรม์ คือ ปี 1987 ระบุ ‘1987’